วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุริยะใส'ฟันธง พรบ.เงินกู้ฯขัด รธน.

"สุริยะใส" เชื่อ "ทักษิณ" สั่งเร่งเครื่องเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท หวังยุบสภาหาเสียงขอกลับมาคุมเงิน ฟันธง พรบ.เงินกู้ ฯ ขัดรัฐธรรมนูญ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวถึงกรณีร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ว่า ตนเห็นว่าร่าง พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ ร่าง พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมรวบรัดเข้าที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 28 - 29 มี.ค. นี้ ส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์หมกเม็ดและเอาเรื่องการลงทุนและการพัฒนาประเทศมาเป็นข้ออ้างกับประชาชน ทั้งที่เงินกู้จำนวน 2.2 ล้านล้านบาทเป็นภาระผูกพันกับคนไทยทั้งประเทศ 64 ล้านคน ต้องแบกรับหนี้สินไป 50 ปี รัฐบาลจึงควรทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น อาจจะจัดประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง นักการเมืองมาแล้วก็ไปแต่ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต

" เงินก้อนมหึมาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินที่ต้องออกเป็นกฎหมายพิเศษ หรือไปรื้อทิ้งและฉีกกระบวนการจัดการงบประมาณประจำปีที่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบดีกว่านี้ ซึ่งถือเป็นการรัฐประหารทางการเงิน ที่สำคัญการลงทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศที่รัฐบาลยกมาอ้างนั้น ก็ต้องศึกษาความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า ค้มทุนและผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี ไม่ใช่จะดำเนินการก่อสร้างได้ง่ายๆ ฉะนั้นข้ออ้างจำเป็นเร่งด่วนจึงฟังไม่ขึ้น เช่นเดียวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 350,000 ล้านบาท ที่กู้โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนก่อนหน้านี้ ก็กำลังมีปัญหาทีโออาร์ เพราะบริษัทเอกชนที่ผ่านการประมูลส่วนใหญ่ไม่พอใจในเงื่อนไข ที่เอกชนต้องแบกรับภาระความเสี่ยงต่อปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ จากการเจรจาเวนคืนที่ดิน การศึกษาผลกระทบชุมชนสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด และกลายเป็นภาระของเอกชนผู้ประมูลโครงการในที่สุด " นายสุริยะใส กล่าว

นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า อาการรวบรัดจะเอาให้ได้ของรัฐบาลโดยเฉพาะใบสั่งจาก พตท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น อาจเป็นไปได้ว่าต้องการให้ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านสภาฯ โดยเร็วแล้วประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยชูนโยบายขอกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเพื่อคุมเงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาประเทศ เพราะจุดขายหรือนโยบายเดิมส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องหาจุดขายใหม่ และยังไม่มีความแน่นอนเรื่องเก้าอี้นายกฯของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีเงินกู้ 30 ล้านบาท ซึ่งจะหาทางออกกับ ปปช.ว่าเป็นกรณีบกพร่องโดยสุจริต เหมือนกรณีซุกหุ้นของ พตท.ทักษิณ ก่อนหน้านี้คงเป็นไปได้ยาก

นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลดันทุรังร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้คงถูกนำขึ้นไปวินิจฉัยในศาลรัฐธรรมนูญ และค.ร.ม.อาจถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพราะมติค.ร.ม.อนุมัติร่าง พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาททั้งๆ ที่รู้ดีว่าขัดรัฐธรรมนูญและเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จที่ ครม.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบร่วมกัน