ศาลอาญากรุงเทพใต้ นัดฟังคำสั่งชันสูตรศพตายม็อบแดง รายที่ 7 "ฟาบิโอ โปเลงกี"ช่างภาพอิตาลี ถูกยิงระหว่างทำข่าวช่วงสลายนปช.
ศาลนัดไต่สวนการชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำ ช.10/2555 ที่พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิต ของนายฟาบิโอ โปเลงกี (FABIO POLENGHI) ช่างภาพชาวอิตาลี เพื่อทำคำสั่ง แสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุ และพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งนายฟาบิโอ ถูกยิงเสียชีวิต ช่วงเวลา 10.00 - 13.00 น. ของ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาชนประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ช่วงระหว่าง ถนนจากศาลาแดง - ราชประสงค์
โดยวันนี้ อัยการนำ นายมิเชล มาร์ค อายุ 58 ปี ผู้สื่อข่าววิทยุและโทรทัศน์ NOS เรดิโอแอนเทเลวิช ประจำกรุงจาร์กาต้า ประเทศอินโดนีเซีย เข้าเบิกความผ่านล่ามแปลภาษา สรุปว่า ได้รับมอบหมายให้ทำข่าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปี 2553 ได้เข้ามาทำข่าวการชุมนุมของกลุ่ม นปช. และเข้าพักที่โรงแรมอัมรินทร์ อยู่บริเวณแยกประตูน้ำ มีหน้าที่ทำข่าวตั้งแต่บริเวณโรงแรมอัมรินทร์ไปจนถึงสวนลุมพินี ขณะที่วันเกิดเหตุเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ดูข่าวจากโทรทัศน์ทราบว่าเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเคลื่อนที่เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่บริเวณแยกศาลาแดง โดยใช้รถทหารเป็นแนวหน้า จึงรีบออกไปดูเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุ โดยไปรวมกลุ่มอยู่กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศและผู้ชุมนุมที่บริเวณสวนลุมพินี ใกล้โรงแรมรีเจ้นท์ ห่างจากแยกศาลาแดงประมาณ 400-500 เมตร เมื่อหันไปมองทางแยกศาลาแดงเห็นทหารในชุดเครื่องแบบพร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 กำลังเคลื่อนพลเข้ามา
นายมิเชล เบิกความต่อว่า วันดังกล่าวพยานแต่งกายปกติ ไม่มีเครื่องหมายนักข่าว ไม่ได้พกกล้องวีดีโอหรือกล้องถ่ายรูป มีเพียงเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็กและไมโครโฟน ขณะที่พยานยืนอยู่และทหารเคลื่อนพลเข้ามา ได้ยินเสียงปืนเป็นระยะ เห็นคนถูกยิงได้รับบาดเจ็บ พยานจะเข้าไปช่วย แต่ยังคงมีเสียงปืนดังขึ้นต่อเนื่อง พยานจึงเข้าไปหลบในที่กำบังเห็นกระสุนปืนมาจากฝั่งเดียวกันคือมาจากฝั่งทหาร ขณะนั้นเหตุการณ์โกลาหลวุ่นวาย มีตะโกนร้อง วิ่งหนีกันวุ่นวาย และเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นทุกที ต่างคนต่างพากันวิ่งหลบหนีไปที่แยกราชประสงค์ พยานไม่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายฟาบิโอ ถูกยิง เพราะพยานก็วิ่งหนีไปที่แยกราชประสงค์เช่นกัน ระหว่างพยานวิ่งอยู่นั้นก็ถูกยิงกระสุนเข้าที่ด้านหลัง พยานใช้กล้องโทรศัพท์มือถือถ่ายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ่ายทอดสดไปยังสถานี และมีพลเมืองดีพาพยานไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ จึงทราบว่านายฟาบิโอ ถูกยิงเสียชีวิต จากนั้นถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสมิติเวชเมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงเดินทางกลับอินโดนีเซีย อีก 5 สัปดาห์จึงเดินทางมาโรงพยาบาลสมิติเวชให้หมอผ่าเอาหัวกระสุนออก พยานนำหัวกระสุนส่งให้ดีเอสไอเป็นหลักฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธปืนบอกว่า หัวกระสุนที่ผ่าออกจากตัวพยานเป็นกระสุนปืนเอ็ม 16 โดยในวันเกิดเหตุไม่เห็นชายชุดทำแต่อย่างใด
ภายหลังพยานเบิกความเสร็จสิ้นแล้วพนักงานอัยการแถลงว่าจะขอนำพยานเข้าเบิกความอีก 2 ปาก ส่วนทนายความญาติจำเลยแถลงขอนำพยานเข้าเบิกความอีก 10 ปาก ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าคดีศาลไต่สวนเพื่อมีคำสั่งเพียงว่า ผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหนเมื่อใด ถึงเหตุ และพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งจากการไต่สวนพยานที่ผ่านมาก็ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนเพียงพอต่อการทำคำสั่งแล้ว จึงมีคำสั่งให้งดการไต่สวนพยานที่เหลือ และนัดฟังคำสั่งในวันที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการไต่สวนวันนี้มี น.ส.อลิซาเบท โปเลงกิ น้องสาวนายฟาบิโอ ผู้ตายเข้าฟังการไต่สวนพร้อมพยานซึ่งเป็นชาวต่างชาติอีกประมาณ 3-4 ปาก
ภายหลัง น.ส.อลิซาเบท กล่าวว่า การไต่สวนพยานในคดีนี้ได้ยินพยานหลายปากเบิกความซึ่งเป็นพยานที่ดี แต่ก็มีบางปากที่ศาลไม่ให้เบิกความ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าศาลจะได้หลักฐานทั้งหมดในคดีครบถ้วนแล้ว หลังจากนี้ก็จะขออยู่เงียบๆ สักพักเพื่อรอฟังคำสั่งศาลซึ่งคงจะสบายใจเสียที และเมื่อถึงเวลานั้นคนไทยก็จะได้ทราบว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้น พร้อมทั้งหวังว่าเหตุการณ์อย่างพี่ชายตนจะไม่เกิดขึ้นอีก โดยขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือในคดีนี้
ด้านนายคารม พลพรกลาง ทนายความญาตินายฟาบิโอ กล่าวว่า แม้ศาลจะงดการไต่สวนพยานที่เหลือก็ไม่เป็นไร เพราะมั่นใจว่าในการไต่สวนที่ผ่านมาได้รายละเอียดข้อเท็จจริงในเหตุการณ์เสียชีวิตของนายฟาบิโอครบถ้วนแล้ว โดยหลังจากนี้จะพานายเจฟฟี่ ซี จาร์บลอนสกี้ นักท่องเที่ยวชาวอเมริกันที่อยู่ในเหตุการณ์และได้ถ่ายภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้มากมายและสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษก็ใช้นำไปทำเป็นสารคดี เข้าให้การกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอไว้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นประโยชน์ในคดีนี้และคดีอื่นๆต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีของนายฟาบิโอ ถือเป็นสำนวนที่ 7 ที่ศาลจะมีคำพิพากษา โดยก่อนหน้านี้ ศาลอาญาและศาลอาญากรุงเทพใต้การชันสูตรพลิกศพ 4 ราย คือ นายพัน คำกอง ชาว จ.ยโสธร , นายชาญณรงค์ พลศรีลา , นายชาติชาย ชาเหลา ชาวสุรินทร์ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุม นปช. ซึ่งศาลมีคำสั่งทำนองเดียวกันว่า เสียชีวิตจากกระสุนขนาด.223 ที่มาจากฝ่ายเจ้าพนักงาน
ส่วนสำนวนการชันสูตรศพ นายบุญมี เริ่มสุข ผู้ร่วมชุมนุม นปช. อายุ 70 ปี ชาว กทม. ศพรายที่ 5 นั้นศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งใกล้เคียงกับของศาลอาญาในคดีของนายมานะ อาจราญ อายุ 24 ปี ลูกจ้างสวนสัตว์ดุสิต แผนกบำรุงรักษา ศพรายที่ 6 ที่แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือกระทำ โดยศาลระบุเพียงว่านายบุญมี ถูกยิงที่ช่องท้องด้วยกระสุนปืนขนาด .223 ขณะอยู่ที่ ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. และถึงแก่ตายที่โรงพยาบาลตำรวจ แขวง-เขตปทุมวัน กทม.เมื่อวันที่ 28 ก.ค.53 จากการติดเชื้่อในกระแสเลือด
ส่วนนายมานะ ถูกยิงด้วยกระสุนลูกโดดความเร็วสูงทำลายเนื้อสมอง เสียชีวิตภายในสวนสัตว์ดุสิตเมื่อกลางดึกวันที่ 10 เม.ย.53





