ศาลรธน.ชี้ม.41พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาปี2535 ม.ขัดรธน.เหตุการณ์คดีอุ้มฆ่าอัลรูไวลี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (13 มี.ค.) ที่ประชุมศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่า มาตรา 36 37 38 และ 39 ของ พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการขอความช่วยเหลือในเรื่องข่าวสาร หรือพยานหลักฐานทางคดีกับต่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีอยู่ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา29 และมาตรา 40(2) (3) (4) และ (7) ทั้งนี้แต่มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เห็นว่า มาตรา 41 ของพ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ที่บัญญัติให้บรรดาพยานหลักฐานและเอกสารที่ได้มาตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ถือว่าเป็นพยานหลักฐานและเอกสารที่รับฟังได้ตามกฎหมายนั้น ขัดต่อหลักนิติธรรมและเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของจำเลยในคดีอาญา เพราะเป็นพยานหลักฐานที่จำเลยไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบ หรือรับทราบและไม่มีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม ตลอดจนไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือทางคดีจากทนาย อันเป็นการกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และมาตรา 40(2) (3) (4) และ (7)
สำหรับการมีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องของศาลอาญา ที่ส่งคำโต้แย้งของจำเลยคือพล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจแห่งชาติ จำเลยในคดีอุ้มฆ่านายโมฮัมเหม็ด อัลรูไวลี นักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย ที่ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า พ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 มาตรา 36 37 38 39 และ41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 29 และมาตรา 40(2) (3) (4) และ (7) หรือไม่ เนื่องจาก พล.ต.ท.สมคิด เห็นว่า บทบัญญัติตามมาตราดังกล่าวของพ.ร.บ.นี้ไม่ได้กำหนดวิธีการสืบพยานให้จำเลย สามารถตามประเด็นไปสืบได้ ถือเป็นการขัดหรือแย้งต่อการสืบพยานต่อหน้าจำเลย และตามที่บัญญัติให้พยานหลักฐานที่ได้มา ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว สามารถรับฟังได้ มีผลให้จำเลยเสียเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สมคิดกับพวกรวม 5 คน ตกเป็นจำเลยในคดีร่วมกันฆ่า นายโมฮัมหมัด อัลรูไวลี นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งประกอบธุรกิจจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบียโดยเจตนา และปกปิดการกระทำความผิดอื่นของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นความผิดทางอาญา โดยปัจจุบันศาลอาญาได้อนุญาตให้พนักงานอัยการส่งประเด็นไปสืบพยานปาก พ.ต.ท.สุวิชชัย แก้วผลึก หรือนายเกียรติกรณ์ แก้วเพชรศรี ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออี ซึ่งพล.ต.ท.สมคิดได้ยื่นร้องคัดค้านโดยอ้างว่าทำให้ฝ่ายจำเลยไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานปากพ.ต.ท.สุวิชชัย ได้ และขอให้ส่งตัว พ.ต.ท.สุวิชชัย เป็นผู้ร้ายข้ามแดนมาดำเนินคดีในฐานะจำเลยคดีพยายามฆ่าของศาลจังหวัดมีนบุรี รวมถึงได้ขอให้ศาลอาญาส่งคำโต้แย้งของตนที่เห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 36 37 38 39 และ 41ของพ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 มาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ด้วย
รายงานแจ้งอีกว่า ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ดังนั้นกรณีที่ศาลอาญาได้อนุญาตให้อัยการนำประเด็นไปสืบพยานที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตนั้น กระบวนการการสืบพยานของพยานปากดังกล่าวนี้ต้องถือเป็นโฆษะ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากจะให้กระบวนการการสืบพยานให้ดำเนินการต่อไปได้ จะต้องมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกทั้งจะไม่สามารถที่จะใช้พยานปากนี้ได้ ถ้าจะใช้จะต้องเป็นการดำเนินการส่งคนร้ายข้ามแดน เพื่อให้มีการดำเนินการสืบพยานใหม่ และให้พล.ต.ท.สมคิด สามารถจะซักถามพยานปากดังกล่าวนี้ได้





