"พงศ์เทพ-วราเทพ"หนุนควรรับฟังความเห็นออกพ.ร.บ.นิรโทษ เผยสถาบันการศึกษาเตรียมสรุปทำประชามติให้ปลายมี.ค.
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมืองว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมมีความเห็นที่ตรงกันบางส่วน ดังนั้นจึงควรที่จะต้องรับฟังว่าควรจะมีกฎหมายนิรโทษกรรมหรือไม่ และถ้ามีควรจะนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มคนใด ซึ่งเท่าที่ฟังดูมีความเห็นที่คล้าย ๆ กันหลายเรื่อง เพราะเวลาที่พูดถึงการนิรโทษกรรมหลายส่วนเห็นตรงกัน ยกตัวอย่างเช่น ผู้ชุมนุมที่ไปร่วมชุมนุมเฉย ๆ แล้วผิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนฟังว่าหลายคนเห็นว่าไม่ควรจะดำเนินคดี และสิ่งที่นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พยายามจะเชิญให้มาพูดคุยกันว่าเรื่องไหนที่มีความเห็นตรงกัน เพราะคงไม่มีใครอยากจะไปเอาเรื่องคนที่เกือบจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากไปชุมนุม
ขณะที่นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมว่า ขณะรัฐบาลยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีความเห็นว่าต้องการแก้ไขปัญหาและเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เรื่องของความรุนแรง ส่วนจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงอีกหรือไม่เนื่องจากหลายฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ นายวราเทพกล่าวว่า ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการให้เหตุให้ผลของแต่ละฝ่าย และทุกคนสามารถเสนอความเห็นได้ เสนอความเห็นที่เป็นทางออกของปัญหาได้ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องให้โอกาสที่จะเสนอความเห็น อย่ารวบรัดไปในทางว่าจะเกิดปัญหาความขัดแย้งในทันที เพราะไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่มีโอกาสได้คุยกัน ทุกวันนี้ควรที่จะมีการพูดคุยกันด้วยเหตุและผลมากกว่า
เมื่อถามว่ามีความเห็นอย่างไรที่จะเลื่อนพ.ร.บ.นิรโทษกรรมขึ้นมาพิจารณาก่อน นายวราเทพ กล่าวว่า ทุกคนมีความเห็นได้ และทุกความเห็นก็อาจจะเป็นทางออก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าทางออกที่สามารถทำได้สำเร็จคือทางออกใด แต่อยากจะให้ตั้งต้นที่ว่าฝ่ายใดเสนอก็ให้รับฟังความคิดเห็นกันก่อน ซึ่งบทสรุปเป็นอย่างไรก็ต้องยอมรับในความเห็นของฝ่ายที่เป็นคนส่วนใหญ่ ดีกว่าที่จะค้านกันโดยไม่มีเหตุและผล ซึ่งถ้าหากมีการพูดคุยกัน มีการหารือกันแล้ว มันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้ามีการเสนอความเห็นกันแล้วก็มีการคัดค้านกันในทันที มันก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้งกันไม่หยุด ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ต้องแยกกันว่า การประชุมพรรค กับการพูดคุยกันในความเห็นของบุคคล หรือความเห็นของกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกัน ซึ่งการหารือกันในระดับพรรคยังไม่มี





