วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธาริต'ส่งป.ป.ช. ฟัน'อภิสิทธิ์-สุเทพ'ม.157

"ธาริต"ลั่นพร้อมส่ง"ป.ป.ช."ฟัน"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ตามม.157กรณีสร้างโรงพักฉาว อ้างเหตุพบหลักฐานที่ชี้ความผิดชัด

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าในคดีโครงการก่อสร้างอาคารสถานีตำรวจ(ทดแทน) จำนวน 396 แห่ง ว่า ในขณะนี้ดีเอสไอได้พบข้อมูลใหม่ในคดีดังกล่าว ที่จะตั้งข้อกล่าวเพิ่มเติมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ตามมาตรา. 157 โดยการตรวจสอบทางดีเอสไอพบว่าในช่วงปลายยุครัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในช่วงเดือนกุมพันธ์ พ.ศ. 2552 นั้น ได้มีการเสนอโครงการสร้างโรงพักทดแทน 369 หลังเข้าสู่การพิจารณาของครม.ในตอนนั้น ซึ่งในครม.ก็ได้ให้ความเห็นชอบอนุมัติงบประมาณ และสั่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการจัดจ้าง แต่สาระสำคัญที่เป็นข้อเสนอของสำนักงบประมาณให้ดำเนินการจัดจ้างการก่อสร้างกระจายเป็นรายภาค ดังนั้นตรงนี้การที่ใครจะไปเปลี่ยนมติครม.อะไร จะต้องมีการเสนอเรื่องเข้าสู้ที่ประชุมครม.อีกครั้ง และต่อมาเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นชุดของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งในช่วงแรกเรื่องดังกล่าวก็ยังยึดถือตามติครม.เดิมที่แยกรายภาค และเมื่อผ่านมาเป็นเวลา 6 เดือน ได้มีการสั่งยกเลิกการก่อสร้างรายภาค แล้วมีการอนุมัติใหม่ให้ดำเนินการแบบรวบสัญญา

นายธาริต กล่าวอีกว่า หลักฐานที่เราพบใหม่นั้น คือ เรื่องดังกล่าวนี้ได้มีมติครม.ค้างอยู่ว่าให้แยกสัญญาก่อสร้างแบบรายภาค แต่อยู่ดีๆ ฝ่ายการเมืองไม่ยอมนำเรื่องเข้าครม.อีกครั้ง แต่กลับสั่งให้มีการรวบสัญญา ซึ่งเมื่อเช่นนี้ทำให้บริษัทที่เข้าร่วมประมูลแข่งกับบริษัทพีซีซีแล้วแพ้การแข่งขันการประมูล คือ บริษัทคิงส์เท็กซ์ ได้ทำเรื่องร้องเรียนไปยังคณะกรรมการว่าด้วยวิธีการวัสดุทางอีเล็คทรอนิค ซึ่งเป็นบอร์ดระดับชาติ ให้ทำการวินิจฉัย ซึ่งผลการวิจัยก็ออกมาสอดคล้องกับมติครม.ว่า การดำเนินการโดยการยกเลิกรายภาคและนำมารวบศูนย์เป็นสัญญาฉบับเดียวถือว่าเป็นการขัดมติครม. ดังนั้นปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่มีเพียงแค่ผิดตามพ.ร.บ.ฮั้ว เท่านั้น แต่ยังมีความผิดที่ฝ่าฝืนมติครม. ซึ่งจะมีความผิดตามมาตรา 157 อีกด้วย จากสิ่งที่เราพบทั้งหมดนี้ ทำให้ดีเอสไอ.เห็นว่าน่าจะเป็นข้อมูลหลักฐานที่พอเพียงที่จะสามารถสรุปเรื่องส่งไปยังปปช.พิจารณาความคิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้

นายธาริต กล่าวอีกว่า ในช่วงที่มีการร้องเรียนนั้น บริษัทที่เข้าร่วมประชุมจำนวน 8 บริษัท ได้เข้าชื่อร่วมกันคัดค้าน รวมทั้งบริษัทพีซีซีด้วย โดยส่งเรื่องเสนอไปยังนายอภิสิทธิ์ ว่าอย่าได้ยกเลิกเปลี่ยนแปลงสัญญามาเป็นแบบรวมสัญญาเป็นอย่างเด็ดขาด เพราะจะไม่มีบริษัทใดที่จะสามารถดำเนินการได้ ซึ่งผลของการคัดค้านดังกล่าวก็ไม่เป็นผล เพราะในที่สุดแล้วก็มีการแก้ไขสัญญามาเป็นแบบรวมสัญญาอย่างที่เราเห็นกัน การส่งเรื่องไปยังปปช.นั้นดีเอสไอ.จะสรุปส่งเรื่องทั้งความผิดเรื่องการฮั้ว และความผิดตามมาตรา 157 เนื่องจากบุคคลทั้งสองถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูงของฝ่ายการเมือง ซึ่งถือว่าอยู่ในอำนาจของปปช. เมื่อถามว่า นอกจากนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ แล้ว ยังมีข้ารชาการประจำที่จะอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินการส่งเรื่องไปยังปปช.หรือไม่

นายธาริต กล่าวว่า ในเบื้่องต้นเราเห็นว่าพล.ต.อ.ปทีป น่าจะอยู่ในข่ายด้วย เพราะจากการตรวจสอบแล้วเห็นว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้นคือฝ่ายข้าราชการประจำจะไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขเรื่องเอง แต่จะมีหน้าที่ปฎิบัติตามมติครม.เดิมที่อยู่ในยุคตรัฐบาลของนายสมชาย แต่เรื่องดังกล่าวนี้คงจะต้องใช้ว่ามีการล้วงลูกจากฝ่ายการเมืองให้ฝ่ายประจำเสนอไปยกเลิก และแก้ไขสัญญา ซึ่งไม่มีระเบียบใดที่ระบุให้ทำ และถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดมติครม.