"ประสาร"เปิดผลการศึกษาแก้น้ำท่วม"ไจก้า" ชี้รัฐบาลทุ่มเงิน3.5แสนล้านแก้น้ำท่วม จับตา"เค วอเตอร์" หวั่นซ้ำรอยโรงพักฉาว
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา หารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา ถึงกรณีการใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศไทย พ.ศ.2555 ประจำปีงบประมาณ 2555 จำนวน 3.5 แสนล้าบาท ว่า เมื่อช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา รัฐบาลได้มอบหมายให้องค์กรการความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) ศึกษาและทำแผนบริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ไจก้าได้มอบผลการศึกษาให้กับคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ (กบอ.) ที่มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยผลการศึกษาดังกล่าวระบุชัดเจนว่าแผนสิ่งก่อสร้างที่รัฐบาลไทยเตรียมทำจำนวน 10 โครงการ ไม่จำเป็นต้องสร้างทุกโครงการ เพราะสามารถใช้วิธีอื่นทดแทนได้ เช่น สนับสนุนให้ชุมนุมลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปรับตัวให้อยู่กับน้ำโดยไม่เดือดร้อนช่วงที่เกิดน้ำท่วม, การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนใหญ่ 2 เขื่อนลุ่มน้ำเจ้าพระยา, จัดการบริหารน้ำให้มีประสิทธิภาพเป็นหลัก คู่กับการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างทางระบายน้ำหรือฟลัดเวย์เพิ่มขึ้นพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และขยายคันกั้นน้ำตามแนวพระราชดำริ ทางฝั่นตะวันออกขอกทม. ก็สามารถแก้น้ำท่วมได้ ส่วนงบประมาณที่ใช้ คือ 1 แสนล้านบาท และถือว่าลดจากงบที่ตั้งไว้ 3.5 แสนล้านบาท ถึง ร้อยละ 70
นายประสาร ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การทำโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 3.5 แสนล้านบาท ในมาตรา 3 ระบุชัดเจนถึงขอบเขตการดำเนินการ คือ ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย. 56 ดังนั้นเหลือเวลาดำเนินการเพียง 4 เดือนแต่ขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการสำรวจความเห็นประชาชน หรือสำรวจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทั้งที่โครงการ อาทิแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่วงก์ ประตูระบายน้ำ ตามกฎหมายต้องดำเนินการทั้งสิ้น นอกจากนั้นแล้วกรณีที่รัฐบาลเอาใจ บริษัท วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค-วอเตอร์) ของประเทศเกาหลีเป็นพิเศษ ตนห่วงว่าหากรัฐบาลเลือกบริษัทเค-วอเตอร์มาดำเนินการ อาจซ้ำรอยกรณีที่ให้บริษัทเดียวมารับงานก่อสร้างโรงพัก 396 แห่งหรือไม่
"บริษัทเค-วอร์เตอร์ ถือเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศเกาหลี และไม่มีพันธมิตร ไม่มีผู้ผู้ชำนาญการแต่ละด้านเข้าร่วม อาจรียกว่าเป็นการจับเสือมือเปล่า" นายประสาร กล่าว
ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา หารือประเด็นเดียวกันว่าขอให้กรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการตรจสอบการทุจริต ติดตามว่ากรณีใช้เงิน 3.5 แสนล้านบาทนั้นมีค่าปากถุงในการกู้เงินจำนวนเท่าไร โดยปกติจะอยู่ที่ร้อยละ 25 สตางค์ นอกจากนั้นแล้วจะมีประเด็นขอคำครหาที่มีค่าคอมมิชชั่น จำนวนร้อยละ 30 หรือไม่ และตามที่ไจก้าระบุชัดเจนว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากถึง 3.5 แสนล้านบาททำโครงการ และอาจใช้เพียง 1แสนล้านเท่านั้น ดังนั้นเงินจำนวนที่เหลือ 2.4 แสนล้านบาทจะใช้ทำอะไร





