วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสวนานิรโทษกรรมเห็นต่างค้นหาความจริง

วงเสวนา นิรโทษกรรมฯ เห็นต่างค้นหาความจริงก่อนนิรโทษกรรม แนะออกกฎหมายเพื่อคนบริสุทธิ์ก่อน

คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าทางคดีของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ในคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพของการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้จัดเสวนา เรื่อง “นิรโทษกรรม ทำไม? เพื่อใคร” ซึ่งจัดโดย ได้เชิญนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเวที

นางสุดา รังกุพันธุ์ ตัวแทนกลุ่ม 29 มกรา กล่าวว่า ขณะนี้ต้องหาทางหลุดออกจากวิกฤติทางการเมือง ที่เริ่มมาตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยกระบวนการแรก คือ ต้องหาข้อเท็จจริงของเหตุแห่งความขัดแย้ง และที่สำคัญบุคคลที่ถูกจับกุมและคุมขัง ด้วยเหตุทางการเมือง จำเป็นที่ต้องเร่งรัดช่วยเหลือ ทั้งนี้กลุ่ม 29 มกรา ไม่ได้มาเรียกร้องนิรโทษกรรม แต่ต้องการความเป็นธรรม และคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน จำนวน 1,857 คนที่ถูกจับกุม เพื่อเป็นก้าวแรกในการให้ความยุติธรรม เชื่อว่าความเป็นธรรมผ่านกฎหมายที่เรียกว่านิรโทษกรรม และการล้างมลทิน เป็นเพียงคำทางกฎหมาย จะทำให้สังคมไทยได้ประโยชน์ หากส.ว. ส.ส. และสังคม หันหน้าเดินไปสู่ทิศทางเดียวกัน คือการคืนความยุติธรมให้ประชาชน อย่างไม่ล่าช้า

ขณะที่นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ฐานะนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวว่า การนิรโทษกรรมที่แท้จริง คือ การทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยก่อนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมได้ ต้องยึดหลักการค้นหาความจริงของ คอป. สำหรับการเสนอร่างกฎหมายปรองดองของกลุ่มการเมืองที่ผ่านมา เชื่อว่าจะไม่สามารถนำไปสู่ความปรองดองได้ แม้จะยกตัวอย่างของการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ร่วมต่อสู้กับรัฐ เช่น เมื่อ วันที่ 14 ตุลาคม 2516, วันที่ 6 ตุลาคม 2519 และ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ก็ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากความขัดแย้งยุคลที่ผ่านมามีความซับซ้อน เพราะเป็นการต่อสู้ของกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์ และเสียอำนาจในรัฐบาล จึงดึงประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่าตนขอถามไปยังกลุ่มคนเสื้อแดงถึงเหตุที่ต้องการนิรโทษกรรม ว่า เป็นคนที่ไม่มีความผิด แต่ถูกรัฐกลั่นแกล้งจึงต้องการนิรโทษกรรม หรือ ยอมรับว่าทำผิด แต่ไม่ต้องการรับโทษ ด้วยกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งนี้ตนมองว่าหากคำตอบเป็นประเด็นหลัง คือ รับว่าทำผิด แต่ไม่ต้องการรับผิด จะทำให้ประเทศไทยเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง เพราะพวกเขาอาจถือตัวเป็นพวกอภิสิทธิ์ชน อยู่ข้างรัฐบาลผู้มีอำนาจ และทำอะไรก็ไม่ผิด จะส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมมีปัญหา ประชาชนไม่เชื่อใจ เพราะนั่นเป็นการใช้อำนาจรัฐให้คุณหรือโทษกับผู้ใดก็ได้

ด้านนายชำนิ ศักดิเศรษฐ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเป็นแกนนำในการเดินหน้าเพื่อนำไปสู่ความปรองดอง ที่ผ่านมามีแต่ผู้รับจ้างที่ออกมาเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมเข้าสู่สภาฯ จึงทำให้เรื่องดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ อีกทั้งในประเด็นการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ควรสร้างเงื่อนไขที่แอบแฝงไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความขัดแย้งได้อีก นอกจากนั้นการออกกฎหมายนิรโทษกรรมไม่ควรจับประชาชนมาเป็นตัวประกัน หรือ พ่วงเข้ากับแกนนำการชุมนุม