ส.ว. แนะรัฐบาลหาแหล่งพลังงานผลิตไฟฟ้าสำรอง จากน้ำ - ถ่านหิน แก้วิกฤตไฟฟ้าระยะยาว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีนายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เตรียมประกาศภาวะฉุกเฉินเเละขอความร่วมมือจากภาคประชาชน หน่วยงาน ให้ประหยัดการใช้พลังงาน ช่วงเดือนเม.ย.นี้ เนื่องจากการนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศจะลดลงถึง 1,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพราะต่างประเทศ อาทิ ประเทศพม่า ต้องซ่อมท่อส่งก๊าซทำให้ต้องหยุดการส่งจ่ายไฟฟ้ามายังประเทศไทยเพราะต้องปิดซ่อม
ในที่ประชุมวุฒิสภา ช่วงหารือ ส.ว.ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นดังกล่าวและได้เสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา โดยนายวิบูลย์ คูหิรัญ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่รัฐบาลเตรียมใช้การผลิตไฟฟ้าสำรอง ด้วยน้ำมันเตา น้ำมันดีเซลหรือใช้โรงไฟฟ้าที่ปิดตัวลงนำมาผลิตไฟฟ้าทดแทนการนำเข้า เพื่อลดภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน เพราะจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนวิธีที่เตรียมใช้ คือให้บริษัท ปตท.ฯ ผลิตก๊าซจากอ่าวไทยเพิ่มขึ้น และผลิตจากแอลเอ็นจีนั้น เชื่อว่าจะทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนั้นที่ระบุจะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมท้ายเขื่อนได้ ดังนั้นต้องระวัง
"ผมเคยเสนอแนวทางแก้วิกฤติพลังงานไปบ้างแล้ว อาทิ รัฐบาลเร่งเจรจาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนท่าซาง และ หัตจี จากประเทศพม่าอย่างจริงจัง และเร่งการสร้างเขื่อนไซยะบุรี โรงไฟฟ้าถ่านหินของเมืองหงสา ประเทศลาว รวมถึงเตรียมการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยด่วน"นายวิบูลย์ กล่าว
ด้านนายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี หารือว่าขอให้รัฐบาลเตรียมตัวแก้ปัญหาเป็น 3 ระดับ คือ 1.ระยะสั้น ต้องเตรียมพลังงานสำรอง คือ น้ำมันเตา แต่จะส่งผลให้ค่าเอฟทีเพิ่มสูงขึ้น ต้องขอความร่วมมือประเทศลาว ให้เร่งผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงาน 2.ระยะกลาง ตามที่รัฐบาลมีโครงการประมูลไอพีพี โดยใช้พลังงานจากแก๊ซ จำนวน 5,400 เมกกะวัตต์ ตนเป็นห่วงว่าอาจต้องใช้ปริมาณแก๊สที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ได้ใช้แก๊สผลิตไฟฟ้าแล้วถึง 70 เปอร์เซ็นต์ทำให้กลายเป็นความเสี่ยงหากต้องพึ่งพาแก๊สมากเกินไป และ 3.ระยะยาว ประเทศไทยควรทบทวนแหล่งพลังงานที่เหมาะสม เช่น พลังงานจากน้ำ พลังงานถ่ายหิน ทั้งนี้กรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ได้จัดสัมมนา เรื่อง แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย2010 ฉบับที่ 3 ที่สโมสรกองทัพบก วันที่ 20 ก.พ. หากบุคคลใดสนใจสามารถเข้าร่วมรับฟังได้


