เลขาฯสมช.เผย"ยิ่งลักษณ์"บินมาเลเซีย 28 ก.พ.นี้ ย้ำยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ชัดเจน เน้นกระบวนการสันติวิธี-เปิดเวทีพูดคุย
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวภายหลังการประชุมหน่วยงานความมั่นคงในช่วงเช้าวันนี้ร่วมกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นเรื่องการเตรียมการที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปมาเลเซียวันที่ 28 ก.พ.นี้ ซึ่งรับผิดชอบในส่วนความมั่นคง มิติประเด็นคน 2 สัญชาติและการผ่านแดนที่จะต้องข้ามมาประเทศไทย รวมถึงกระบวนการความร่วมมือใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการหารือถึงสถานการณ์ล่าสุดที่มีการก่อเหตุในวันที่16-17ก.พ.ที่จ.ปัตตานีในลักษณะตอบโต้ฝ่ายรัฐหรือไม่ เลขาธิการสมช. กล่าวว่า มีการหารือ แต่ทั้งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังยืนยันว่า ยังอยู่ในสถานการณ์ที่เราควบคุมได้ เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าจะมีการเสนอพ.ร.บ.มั่นคง มาตรา 21 ในที่ประชุมได้มีการพูดคุยว่าจะบังคับใช้กันอย่างจริงจังหรือไม่ พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ถูกต้อง ตอนนี้กำลังจะเพิ่มน้ำหนักการใช้มาตรา 21 คือ ตอนนี้เรากำลังพิสูจน์ทราบว่าในพื้นที่ต่างๆ ยังประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ และเราจะลดโทนลงมาใช้พ.ร.บ.มั่นคง ตรงนี้จะนำไปสู่เวทีการพูดคุย และนำไปสู่กระบวนการตามมาตรา 21 ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีก็มีความเห็นสอดคล้องกัน เพราะเป็นไปตามนโยบาย และเป็นแนวทางที่เราจะแก้ตามกระบวนการสันติวิธี โดยการเปิดเวทีพูดคุยให้พวกเขาเข้ามาสู่ศาลและจะได้หาทางออกร่วมกันได้ และในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ ร.ต.อ.เฉลิมจะเป็นประธานการประชุม ในเรื่องแนวทางที่เราจะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมอย่างเต็มที่ โดยมีเสนาธิการกองทัพภาคที่ 4 จะขึ้นมาชี้แจงรายละเอียด
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าจะลดบางพื้นที่ที่จะประกาศใช้กฎอัยการศึกเพื่อจะมาใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงแทน เลขาธิการสมช. กล่าวว่า ถูกต้องเพราะตอนนี้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีการประกาศไว้ครอบคลุม แต่ตอนนี้เราจะลดโทนเพราะเดิมเราประกาศพื้นที่ความมั่นคงไว้ 4 พื้นที่ ซึ่งคาดว่าที่ประชุมบ่ายนี้จะได้ข้อยุติในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีแนวร่วมกลับใจมาร่วมแล้วประมาณ 90 คนแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า จะดูไม่สวนทางกันหรือเพราะสถานการณ์ยังแรงอยู่ แต่ก็จะไปลดการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาเป็นพ.ร.บ.มั่นคงแทน พล.ท.ภราดร กล่าวว่า "สถานการณ์ดูเหมือนรุนแรง แต่ถ้าดูลึกๆลงไปในรายละเอียด เหตุการณ์ที่จ.ปัตตานีที่ผ่านมา เป็นลักษณะระเบิดเพลิง ประกอบกับความร่วมมือกับประชาชนตอนนี้ ฝ่ายผู้ก่อเหตุความรุนแรง ต้องเน้นไปข่มขู่พี่น้องประชาชนเพราะไม่ต้องการร่วมมือกับรัฐ แต่สะท้อนให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนมาร่วมมือกับรัฐเขาถึงต้องทำแบบนี้ แต่สุดท้ายเขาจะต้องกลับมาที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐแต่ตอนนี้เราก็มีความระมัดระวังอยู่แล้วที่เขาจะขยายพื้นที่ในการปฏิบัติการ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรที่ทำให้รัฐบาลเปลี่ยนใจจากที่จะประกาศเคอร์ฟิว ดูเข้มข้นแต่ตอนนี้โทนจะลดลงทั้งที่สถานการณ์ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องอยู่ เลขาธิการสมช. กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้ริเริ่ม เป็นแค่แนวคิดริเริ่มของรองนายกรัฐมนตรีว่า จำเป็นจะต้องหรือไม่ ซึ่งเราก็มาหารือให้ตกผลึก เมื่อตกผลึกแล้วเราฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนแล้วว่าเอกฉันท์ 100 % ไม่สมควรที่จะให้ประกาศเคอร์ฟิว ไม่ว่าจะเป็นพลเรือน ตำรวจ ทหาร ภาคประชาชน ผู้นำศาสนา ว่าไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงต่อกัน แต่ต้องมีการเปิดพื้นที่ เพราะถ้าไม่เปิดพื้นที่การพูดคุยกันแล้วก็จะนำไปสู่เป้าหมายความรุนแรง ถ้าเปิดพื้นที่แล้วก็จะลดโทนรุนแรงลงมา
"แนวทางตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหานั้น ชัดเจนอยู่แล้วเราเน้นน้ำหนักเรื่องของกระบวนการสันติวิธี เปิดเวทีพูดคุยเพราะฉะนั้น เพียงแต่ตรงนั้นเป็นการห่วงใยสถานการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นมา แต่เมื่อพิสูจน์ทราบแล้วสถานการณ์นั้นยังอยู่ในภาวะที่เราควบคุมได้ก็ไม่มีปัญหา" เลขาธิการสมช. กล่าว





