วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'กษิต'ยันรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เคยทิ้งวีระ-ราตรี

'กษิต'ยันรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เคยทิ้งวีระ-ราตรี

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยันรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่เคยทอดทิ้ง "วีระ-ราตรี" หลังถูกทางการกัมพูชาจับกุม

นายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ แถลงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับรัฐบาลกัมพูชา ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์กับรัฐบาลกัมพูชา ไม่ได้มีความขัดแย้งใด ในส่วนกรณีที่นายวีระ สมความคิด น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ และคณะถูกจับกุมในข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และจารกรรมข้อมูลทางทหารรัฐบาลในสมัยนั้นก็ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงปรึกหารือทางช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ทัี้งนี้ ได้มีการจัดหาทนายที่พูดภาษาไทยได้จำนวน 2 คนให้ในการต่อสู้คดี มีการอำนวยความสะดวกให้กับญาติเพื่อเดินทางไปเยี่ยมนายวีระและคณะหลายครั้ง แต่นายวีระ เคยถูกจับในกัมพูชาหลายครั้ง ทางกัมพูชาส่งตัวกลับ พร้อมกับขอร้องว่า อย่าให้นายวีระไม่รุกล้ำเข้าไปอีก ซึ่งเมื่อนายวีระไม่ทำตาม ได้มีการรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติการทางทหารของกัมพูชาอีก จึงสร้างความโกรธให้กับผู้นำกัมพูชาและนำไปสู่การดำเนินคดีกับนายวีระทันที

ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารที่ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้น ตนในนามรัฐมนตรีว่าการกรระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้เป็นหัวหน้าคณะทีมเจรจา แต่มี นายวีระชัย พลาดิศัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และทีมกฎหมายต่างชาติอีก 3 คน คือแคนาดา, ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย เป็นผู้เจรจา ตนเดินทางไปในฐานะที่ปรึกษาและผู้สนับสนุน อย่างไรก็ตามมั่นใจในความสามารถของคณะผู้เจรจาและไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น เพราะมีการเตรียมข้อมูลอย่างรอบคอบ มีถ้อยแถลงที่หนักแน่น สมเหตุสมผล เชื่อแน่ว่า การแทรกแซงทางการเมืองจะไม่ส่งผลต่อความซื่อสัตย์ของนายวีระชัย และความเป็นมืออาชีพของที่ปรึกษากฎหมาย

"ผมยืนยันรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่เคยหาเรื่องกัมพูชา และกองทัพไม่เคยยิงปืนเข้าไปในกัมพูชาก่อน แต่ว่าสมเด็จ ฮุน เซน หาเหตุเพื่อจะร้ององค์กรระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อครอบครองพื้นทีทับซ้อนทางทะเล แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลยซักเวที ทางกัมพูชาจึงไปร้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เพื่อให้มีสิทธิในปราสาทพระวิหาร"

นายกษิต กล่าวว่า ทางรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องมีความมั่นในทีมเจรจาของไทย ต้องให้การสนับสนุนงบประมาณ เครื่องมือ บุคคลากร ให้เต็มที่ในการดำเนินการต่อสู้ หากสมเด็จ ฮุน เซน มีน้ำใจก็ควรกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา อาทิ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาหรือเจบีซี และหากรัฐบาลยิ่งลักษณ์มีความสัมพันธ์ทีดีกับกัมพูชาก็ควรดึงสมเด็จ ฮุน เซน เข้าสู้โต๊ะเจรจาให้ได้

อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลไม่ควรแสดงท่าทียอมรับหรือไม่ยอมรับในการสงวนสิทธิยอมรับอำนาจศาลโลก เพราะการเข้าสู่การพิจารณาของศาลก็เท่ากับการยอมรับการคงอยู่ของศาลโลกโดยปริยาย ซึ่งหากการตัดสินของศาลโลกไม่เป็นที่พอใจของไทย ศาลโลกก็ไม่อาจบังคับให้ไทยยอมรับคำตัดสินได้ เพราะองค์กรที่จะดูแลเรื่องความมั่นคงของโลกใหญ่ที่สุด คือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ดังนั้นอย่าคิดว่า คำตัดสินของศาลจะเป็นลบกับประเทศไทย เพราะต้องมั่นใจในทีมเจรจาจะท้อถอยไม่ได้จึงต้องคิดในแง่บวก