"สมชัย"เตือนสำนักโพลล์หากมีเจตนาชี้นำ แม้อ้างหลักวิชาการก็เข้าข่ายขัดม.57 ได้
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต. ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงกรณีการทำและเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ของสำนักโพลต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นการชี้นำว่า ส่วนตัวเห็นว่าแม้กฎหมายและประกาศ กกต. จะไม่ได้ห้ามไม่ให้ทำหรือเผยแพร่โพลล์ และรัฐธรรมนูญ ได้ให้สิทธิบุคคลในการแสดงความคิดเห็นทั้งในเรื่องของการพิมพ์ การพูด ซึ่งการทำโพลล์ก็เข้าลักษณะเดียวกัน โดยการทำโพลล์ ก็ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ จะถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าทำโดยอ้างหลักวิชาการ และมีเจตนาที่จะเป็นการชี้นำหรือรับจ้างมาทำเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรืองดเว้นการลงคะแนนให้กับผู้สมัครรายใด ก็ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 57(5) พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งถ้ามีการร้อง กกต. ต้องมีการสืบสวนสอบสวน และหากพบว่าผิดจริงตามที่ร้อง ก็จะมีโทษตามมาตรา 131 ของ พ.ร.บ.เดียวกัน ที่ระบุว่า จำคุก 1 - 5 ปี และปรับ 20,000 - 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11 ร้องว่า สวนดุสิตโพล รับงานหน่วยงานรัฐ ทำโครงการอื่น จึงน่าเชื่อว่าผลโพลที่ออกมา น่าจะมีการรับจ้างทำและเผยแพร่ นายสมชัย กล่าวว่า ตรงนี้ถ้ามีการร้องกกต.ก็จะตรวจสอบ ซึ่งกฎหมายเขียนไว้ในลักษณะกว้างว่า การจ้างนั้นเป็นการกระทำโดยตรงหรืออ้อมหรือแอบแฝง แต่อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กกต. เคยได้รับการร้องเรียน กรณีมีการเผยแพร่ผลโพลว่ามีการรับจ้างทำเพื่อชี้นำประชาชน แต่เมื่อสอบไปแล้ว พบว่า ผู้ทำอ้างทำตามหลักวิชาการและไม่สามารถโยงถึงผู้สมัครได้ จึงต้องยกคำร้อง ซึ่งในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน แต่ถ้าพบว่าทำโดยมีเจตนาชี้นำ แต่อ้างหลักวิชาการ ผู้ทำก็จะผิดตามมาตรา 57(5) มีโทษทางอาญา และหากโยงไปถึงพรรคการเมืองหรือผู้สมัครรู้เห็น จะมีสิทธิถูกใบเหลือง ใบแดง และถูกยุบพรรคได้ ทั้งนี้ถ้าจะร้องการทำโพลที่มีลักษณะชี้นำ ก็ต้องร้องผ่าน กกต.กทม. ให้พิจารณา และ กกต.กทม.ก็จะเสนอมายัง กกต.กลาง เพื่อพิจารณาต่อไป
นายสมชัย กล่าวอีกว่า การหาเสียงขณะนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น ผู้สมัครใช้ยุทธวิธีทุกรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ กกต. ยังไม่มีขีดความสามารถเข้าไปดูแล ก็คือการหาเสียงผ่านมีเดียต่าง ๆ และการโพสต์ข้อความใส่ร้ายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ด ซึ่งในอดีตก็เคยมีการร้องเรียน แต่เมื่อ กกต. พิจารณาแล้วก็ยกคำร้อง เพราะในการสอบสวนไม่สามารถหาหลักฐานโยงไปถึงตัวผู้สมัครว่ามีส่วนเกี่ยวข้องได้ แต่ทางลึกๆ แล้ว ทุกฝ่ายก็รู้ว่าสื่อเหล่านี้ใครก็เป็นเจ้าของ





