"ธาริต"แจงยาวกรณี"พีซีซีฯ" ยัน"อภิสิทธิ์-สุเทพ"หนีความผิดโครงการสร้างโรงพักตำรวจทดแทนไม่ได้เพราะฮั้วชัดเจน
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)กล่าวกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ตอบโต้ว่าการก่อสร้างโรงพัก 396 เเห่งทั่วประเทศนั้น ฝ่ายการเมืองในช่วงนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เเละฝ่ายการเมืองต้องดำเนินการตามที่สำนักงานตำรวจเเห่งชาติเสนอขึ้นมาในการกระจายสัญญาจาก 10 กองบัญชาการตำรวจภูธรทั่วประเทศว่า ดีเอสไอไม่ใช่หน่วยงานการเมือง เเต่เป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูเเลว่าการกระทำที่ไม่ถูกกฎหมายต้องดำเนินการเช่นใด เเละเป็นหน้าที่ของดีเอสไอในเรื่องฮั้่วประมูลหากดีเอสไอไม่ทำ ตำรวจก็ทำเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อดีเอสไอรับเรื่องร้องเรียน เเละค้นความจริงในเรื่องนี้เเล้วก็เเถลงข่าวไปตามนั้น
นายธาริต กล่าวว่าส่วนประเด็นที่นายสุเทพอ้างว่าการประมูลดำเนินการตามที่อดีตผบ.ตร.ตอนนั้น เสนอให้เเยกสัญญาเเละรวบเหลือหนึ่งสัญญา เเละนายสุเทพก็ดำเนินการเห็นชอบตามนั้่น จะเรียกว่าฝ่ายนโยบาย คือฝ่ายการเมืองมีอำนาจสูงสุดในตอนนั้น โดยอนุมัติยกเลิก 10 สัญญาเ เละอนุมัติใหม่ว่ารวมศูนย์ โดยผู้ร่วมประมูลเหลือหนึ่งรายที่ดำเนินการก่อสร้างทั่วประเทศ ตรงนี้ดีเอสไอตรวจสอบเอกสารเเละข้อคัดค้านในเรื่องนี้เเล้ว ความจริงนั้นผู้ชนะประมูล1รายไม่สามารถรับเหมาทั่วประเทศได้ ตรงนี้คือต้นตอที่ทำให้เป็นปัญหา เเละถ้ามองในเรื่องนี้โดยไม่มองว่าทุจริตหรือไม่เเต่ควรมองว่ามีความผิดเข้าตามตัวบทกฎหมายที่ระบุว่าเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้รับรับงาน เเต่ทำไม่ได้จริง เเละรัฐเสียหาย หากนายสุเทพไม่อนุมัติในเรื่องนี้ตามอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ฝ่ายข้าราชการทำหน้าที่เสนอความเห็นในเรื่องสำคัญ 3-4เเนวทาง เเต่กฎหมายระบุว่าให้ฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชน เเละมีอำนาจสูงสุดตัดสินนายสุเทพทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของประเทศ การอนุมัติจึงเป็นสิ่งสำคัญขั้นสุดท้าย คนอนุมัติต้องรับผิดชอบตามหลักการ ไม่อย่างนั้นจะหนีความรับผิดชอบกันหมด
ส่วนข้อคัดค้านของผู้ร่วมประมูล 8 บริษัท ที่ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังนายอภิสิทธิ์ เเละนายสุเทพโดยสองคนนี้อ้างว่าไม่เคยเห็นหนังสือร้องเรียน นายธาริต กล่าวว่า หลักฐานในตอนนี้ต้องสอบยันสองฝ่ายคือผู้เเข่งขัน 8 รายที่ยื่นเอกสารเเละมีหนังสือรับรองการรับหนังสือร้องเรียนจากสำนักนายกฯ เเละการร้องเรียนมีมาก่อนการอนุมัติรวมสัญญาเหลือ 1 สัญญา หากสองคนนี้ชี้เเจง เเละเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้น ก็จะเชิญสองคนนี้มาชี้เเจงกับดีเอสไอ ว่าหนังสือร้องเรียนอาจไม่ถึงมือก็ให้อธิบายมาส่วนกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ระบุว่าเอกสารในเรื่องนี้พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ อดีตรองผบ.ตร.เกี่ยวข้องในทีโออาร์นี้นายธาริต กล่าวว่า ตรวจสอบอยู่เเต่เรื่องนี้นั้นอยู่ที่สาระและการตัดสินใจจากฝ่ายการเมืองที่จะตัดสินใจให้สัญญารวมอยู่ในสัญญาเดียว ฝ่ายข้าราชการต้องปฏิบัติต้องดำเนินการตามฝ่ายนโยบายคือคำสั่งนายกฯ ที่มีอำนาจสูงสุด เเละฝ่ายปฏิบัติจะรับผิดได้อย่างไร
เมื่อถามว่าเมื่อรวมสัญญาเเล้วนั้นจะฮั้วได้อย่างไร นายธาริต กล่าวว่า คำๆนี้มักเข้าใจว่าสมยอม เเละรู้กัน เเต่ในมิติกฎหมายนั้น คำว่า"ฮั้ว"นั้่น กฎหมายต้องการให้การใช้เงินของรัฐเป็นไปอย่างถูกต้องในการเเข่งขันราคาเเบบโปร่งใส เเละห้ามกีดกัน ผูกขาด ทำให้งบประมาณเสียหาย เเละเอื้อประโยชน์หรือกีดกันหรือไม่ให้ให้ผู้ประกวดราคาเข้าเเข่งขันเเต่เดิมนั้นในเรื่องนี้ต้องมีสิบสัญญาที่เป็นธรม ไม่ผูกขาดเเต่การยกเลิกเหลือสัญญาเดียว คือผูกขาดการเเข่งขันไม่เป็นธรรม เเละเกิดความเสียหายเเบบนี้เอื้อประโยชน์ให้รายเดียวก็เข้าข่ายความผิดเเล้ว
ส่วนสิ่งที่นายสุเทพ อ้างรวบเหลือ 1 สัญญา เเต่ก็เปิดเเข่งขัน เเละมีห้ารายเข้าประมูล นายธาริต กล่าวว่า ใครที่ได้สัญญาเพียงรายเดียวนั้นผิดปกติ เเละเป็นการกีดกันรายอื่นเเล้ว เพราะนิยามคำว่าฮั้่วนั้่นกว้างขวาง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐเเละฝ่ายการเมืองต้องมีกฎหมายเข้มงวดไม่ให้เปิดช่อง ส่วนทีโออาร์เอื้อประโยชน์ให้บางฝ่ายนั้นเข้าข่ายกฎหมายฮั้วประมูล เพราะกรณีนี้นี้ก็เข้าข่าย เเละไม่จำเป็นต้องหาความเชื่อมโยงของผู้ได้รับประโยชน์จากสองฝ่าย เพราะกรณีเข้าข่ายความผิดเเล้วไม่ต้องหานอก-ใน เพราะเอื้อให้รายใดรายหนึ่งได้รับประโยชน์ในเรื่องนี้ก็เข้าข่ายความผิด เเต่ความเสียหายกรณีเกิดขึ้นเเล้วไม่ต้องหาความผิดในด้านอื่นเเละดีเอสไอมีหลักฐานลึกๆว่า เเม้บริษัทพีซีซีฯ ร่วมคัดค้านการรวมสัญญาในตอนเเรก เเต่หลังจากนั้นในการคัดค้านรอบที่สองบริษัทพีซีซีฯไม่ร่วมการคัดค้านก่อนการประมูลเเละเรื่องนี้ไม่ต้องอาศัยเจตนาพิเศษทางกฎหมาย เพราะดูเเค่เจตนาธรรมดาคือกีดกัน เอื้อประโยชน์ ความเสียหายเกิดขึ้น ไม่มีการเเข่งขัน เพราะกรรมคือเครื่องชี้เจตนา กรณีนี้คือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเเล้ว เเละกฎหมายเขียนไว้เเบบนี้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับงบประมาณเเผ่นดิน กรณีคือพีซีซีฯฉ้อโกง เเละความผิดสำเร็จตามกฎหมายอาญาเเละเป็นหน้าที่ของดีเอสไอ
ส่วนการขยายสัญญากรณีนี้ตามมติครม.ของรัฐบาลชุดนี้ตามี่นายชูวิทย์ ตั้งข้อสังเกตนั้น ขอเรียนว่าการบริหารสัญญาเป็นเรื่องทางเเพ่งเเละเเยกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง นักการเมืองฝ่ายที่ไม่ได้อยู่กับรัฐยบาลที่เเถลงเรื่องนี้ ความจริงเรื่องนี้ตรวจสอบกันได้ เเละตอนนี้ดีเอสไอกำลังตรวจสอบผู้บริหารบริษัทพีซีซีฯนี้ว่า สมรู้ร่วมคิดกับริษัทอื่นหรือไม่ในเรื่องนี้ เเละกำลังตรวจสอบการเบิกจ่าบเงิน 15,000 ล้่านบาทในธนาคารออมสินอยู่





