'องอาจ'ลั่น'คุณชายต้องเป็นตัวตน'

'องอาจ'ลั่น'คุณชายต้องเป็นตัวตน'

สัมภาษณ์พิเศษ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ผอ.เลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ "คุณชายต้องเป็นตัวตน"

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มี.ค. สองพรรคใหญ่ต่างทุ่มเททุกศักยภาพ เพื่อช่วงชิงเก้าอี้ท้องถิ่นตัวนี้ ทีมข่าว "เครือเนชั่น" มีโอกาสได้ไปพูดคุยกับ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" ผอ.การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ที่จะคอยควบคุมทิศทางการหาเสียงและการสู้ศึกสนามนี้

"องอาจ" ยอมรับว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ยากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะการเมืองจะเปลี่ยนไปเยอะ รัฐบาลทุ่มเทเต็มที่จะเอาชนะให้ได้ เพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาย้ำว่าชนะแน่นนอน

"ผมว่าทักษิณต้องมั่นใจ เขาถึงพูด เราก็มาดูว่าที่มั่นใจอย่างนี้น่าจะมีสาเหตุอะไร เพราะปกติการเลือกตั้ง ยากที่จะพูดอย่างนั้นได้ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มั่นใจ จะมีเรื่องการใช้อำนาจรัฐไหม จะใช้เงินทุ่มเทไหม นี่เป็นเรื่องที่หนักใจ"

เขาระบุว่า ครั้งนี้ไม่ครั้งแรกที่พรรคส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ ในขณะเป็นฝ่ายค้าน และที่ผ่านมาก็สู้กับรัฐบาลมาทุกครั้ง แต่ที่ต่างคือเมื่อก่อนฝ่ายรัฐบาลไม่ได้พูดเปิดเผยเหมือนครั้งนี้ ว่าส่งใครลงก็ชนะ สิ่งที่เรากังวล ก็พอเห็นว่าเขาใช้ช่องว่างกฎหมายเช่นให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ไปเป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ซึ่งมองว่าเขาวางเกมไว้แต่แรก ตอนแรกก็ไม่คิด แต่พอมองย้อนไปก็เข้าล็อก เขาใช้งบ ป.ป.ส. ประชาสัมพันธ์ตัวเองมากกว่างาน พยายามถ่ายรูปคู่นายกฯ แม้จะบอกว่าตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะสมัครหรือไม่ แต่เราก็รู้กันมาเป็นเดือนแล้วว่าเป็นคนนี้แต่แรก

เมื่อถามว่าหากเปรียบเทียบตัวมองตัว "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" เป็นสินค้า วางไว้ในสถานะไหน "องอาจ" ระบุว่า เขาไม่เปรียบเป็นสินค้า เพราะการเมืองมันมากกว่าสินค้า เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ อุดมการณ์ หากเป็นสินค้าจะขาดจิตวญญาณ แต่การเมืองมีจิตวิญญาณมีพื้นฐานความคิด สิ่งที่คุณชายมีเป็นธรรมชาติ เป็นตัวตน ไม่สร้างภาพ และเปลี่ยนไม่ได้ เพราะคุณชายคืออย่างนี้มาตลอดชีวิต ตนคิดว่าจะบอกว่าเราต้องนำเสนอความจริง มีคนพยายามบอกให้เปลี่ยนแปลง ตนก็ไม่เห็นด้วย คุณชายไม่ใช่นักการเมืองใหม่ คุณชายต้องเป็นตัวตน และเสนอความเป็นตัวตนของเขา เมื่อพูดไม่เก่งก็ต้องทดแทนด้านอื่น ชี้ให้เห็นเรื่องความตั้งใจ แต่ไม่มีเรื่องทุจริต

ส่วนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่คนที่มีรักมากสุดก็ต้องมีคนชัง เพราะงาน กทม. เกี่ยวข้องกับคน ยกตัวอย่างเช่นการขนยะ ที่ปกติก็มาเก็บหน้าบ้านทั้งชีวิต ปกติไม่มีปัญหา แต่ถ้าวันไหนไม่มีมาเก็บ ตนก็จะรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที และตำหนิถึงผู้ว่าฯ พอเป็นมาแล้วสี่ปี โอกาสที่จะเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธลำบากต้องยอมรับตรงนั้น

ต่อข้อสงสัยที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะเน้นที่คนชั้นกลางถึงสูง ต่างจาก พล.ต.อ.พงศพัศ และ พรรคเพื่อไทยที่มีภาพติดกับคนรากหญ้า และเวลาหาเสียงก็จะใกล้ชิดชาวบ้าน ถึงขนาดที่เกาะรถขยะ หรือขับตุ๊กๆ ซึ่งองอาจมองว่า ตนคิดว่าพงศพัศทำได้ทุกอย่างเ ขาถนัด ไม่เกี่ยวกับรากหญ้า แต่จะให้เราไปทำอย่างนั้นคงไม่ทำ เพราะไม่ใช่ตัวตนของเรา จะให้ไปกระโดดวิ่งไล่รถขยะ มันไม่ใช่ผู้สมัครของเรา คนเลือกผู้ว่ามีทุกระดับ ถ้าแยกอย่างวนั้นคุณได้ไม่ถึงเกือบล้านคะแนนมาสองครั้งหรอก ส่วนครั้งนี้จะได้คะแนนเท่าเดิมหรือไม่ยังประเมินยาก เพราะตัวแปรมันเยอะ จะเดาตัวเลขไม่ได้ว่าคนที่ได้ควรจะมีคะแแนนเท่าไหร่ ที่บอกว่าควรได้เท่าไหร่ คือพวกนั่งคิดไปเองไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง

"องอาจ"เล่าอีกว่าเราต้องกำหนดยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้งให้ชัดว่าครั้งนี้คืออะไร และระหว่างการเลือกตั้งจะมีอะไรเกิดขึ้นเราต้องกำหนดเป็นระยะๆ แต่การตัดสินใจต้องอยู่บนข้อมูล ไม่ใช่ตามความนึกคิดของเราไม่ใช่เขาเล่าว่า ไม่ใช่ใช้สามัญสำนึก แต่ต้องเอาข้อมูลที่รวบรวม มากาง และมากำหนด เมื่อยุทธศาสตร์ชัดเจนก็ต้องมีกลยุทธ ที่จะเดินไปตามยุทธศาสตร์ และใช้เครื่องมือต่างๆที่เรามี

"ยุทธศาสตร์ของเราคือให้ผู้ว่ามาทำงานต่อเนื่อง ส่วนจะขับเคลื่อนยังไงก็ต้องให้ ส.ส. ส.ก. ส.ข. สาขาพรรคต้องมาช่วยกัน งานพื้นฐานก็คือ มีรถแห่ ป้ายประชาสัมพันธ์ แต่คราวนี้จะมีเรื่องโซเชียลมีเดีย ครั้งนี้ก็จะมีคนมารับผิดชอบ โดยมี ดร.รัชดา ธนาดิเรก จะเป็นคนดูแลและต้องมารายงานทุกเช้า"

หากเปรียบเทียบกับ ยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทย เที่ระบุว่า "ไร้รอยต่อ" องอาจมองว่าพรรคเพื่อไทย พูดอย่างอื่นไม่ได้ นี่เป็นสูตรสำเร็จของเขา เพียงแต่ไปหาถ้อยคำมาใหม่ เช่นเมื่อก่อน เขาบอกเลือกคนรัฐบาลเพื่อประสานงานให้สำเร็จ ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์กัน เขาก็ต้องไปหาทางแก้ไข ถ้าไร้รอยต่อทที่ผานมาช่วงน้ำท่วม จะท่วมทั้งกรุงเทพฯเลยนะ

เมื่อถามว่าห่วงหรือไม่ว่า ผู้สมัครอิสระจะแบ่งคะแนน องอาจ รับเต็มปากว่า ผู้สมัครอิสระจะแบ่งคะแนนแน่นอน และส่วนมากจะแบ่งคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคนที่ลงคะแนนเลือกประชาธิปัตย ส่วนมากเป็นพวกที่คิดตัดสินใจเอง หากส่งคนไม่มีคุณภาพแฟนของ ปชป. เขาก็ไม่เลือก ไม่เหมือนเพื่อไทย ที่ส่งใครลงเขาก็เลือก แฟนประชาธิปัตย์ เขาจะดูตามความเป็นจริง

ขณะที่มีผู้วิจารณ์ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์มีเรื่องที่ถูกโจมตีเยอะ และเพรรคเองก็เลือกนานว่าจะส่งใครลงสมัคร "องอาจ" ชี้แจงว่า การตัดสินใจนานเป็นเรื่องปกติของพรรค ที่เป็นเสรี บางคนก็เสนอตัวเองหรือมีคนเสนอชื่อให้ อย่างตนก็ยังมีคนไปเสนอให้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่สุดท้ายก็มาลงที่คุณชาย เพราะถึงแม้จะถูกวิจารณ์ ที่ผ่านมาเราก็ชี้แจงได้ อย่างเรื่อง บีทีเอส ดีเอสไอประโคมเหมือนจะติดคุกแล้วเลย แต่พอไปดูข้อกล่าวหาไม่มีคำว่าทุจริตเลย เพียงแต่บอกว่าไม่มีอำนาจทำ นี่เป็นกระบวนการทางการเมือง ทำไมไม่กล้าตั้งข้อหาทุจริต แน่นอนว่าคุณชายอาจจะเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ก็สามารถอธิบายได้

หากถูกโจมตีเรื่องสนามฟุตซอลที่สร้างไม่เสร็จ หรือ เรื่องน้ำท่วม ก็จะชี้แจงว่าไม่ใช่เรื่องการทุจริตและปัญหาอุปสรรคที่ทำไม่ได้คืออะไร นี่คือการตัดสินใจร่วมกันของหลายส่วน นอกจากนี้พอจะเริ่มก่อสร้างก็มีน้ำท่วม ก็ไม่สามารถทำได้ตามเวลา แต่ก็ได้มีการเตรียมการที่มีสนามสำรอง เราต้องอธิบาย อย่างน้ำท่วมก็ต้องบอกว่าเราหาทางป้องกัน ไม่ให้ลึกเข้ามาพื้นที่ชั้นในที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เพราะถ้าเข้ามาข้างในมันพัง

ทั้งนี้ "องอาจ" มองจุดแข็งของ ของพล.ต.อ.พงศพัศ ว่าเขาเป็นที่รู้จักมาก และภาพที่สร้างมาเหมือนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งก็เป็นเหรียญสองด้านเพราะเขามีภาพอย่างที่ถูกตั้งฉายาว่าเป็น "จูดี้อีเวนท์" ต้องแล้วแต่ว่าเขาจะทำตัวอย่างไร ซึ่งเป็นได้ทั้งจุดแข็งจุดอ่อน นอกจากนี้เขา อาจจะเป็นนักประชาสัมพันธ์ที่ดี แต่เขาก็ทำเกินไป

ส่วนจุดอ่อน คือเรื่องประวัติที่ผ่านมาของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขโมยของ ซึ่งแม้จะไม่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติแต่ทำให้คนคิด นอกจากนี้ยังมีประวัติเรื่องบิ๊กขี้หลี นี่คือจุดใหญ่ แต่เราคงไม่เล่นเรื่องนี้ หรือหยิบมาขยาย ทั้งนี้ส่วนอื่นมองว่า พล.ต.อ.พงศพัศ ไม่คอ่อยมีจุดอ่อนเพราะเขาไม่ทำอะไรเท่าไหร่

ขณะที่จุดอ่อนของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ เขามองว่า คือเป็นสุภาพบุรุษเกินไปในการทำงาน ทำให้คนใช้มากล่าวหาค่อนข้างมาก เพราะไม่ตอบโต้ ก้มหน้าก้มตาไปตามปกติ ส่วนจุดแข็งคือ มีความรู้ความสามารถรอบรู้ มีความตั้งใจที่จะทำงาน และความทุ่มเท

สำหรับนโยบายที่จะใช้หาเสียงนั้น เราต้องเน้นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจราจร ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม อันนี้ต้องไปด้วยกันหมด ที่สำคัญคือเรื่องท่องเที่ยวที่ทำให้ กทม น่าท่องเที่ยวติดระดับโลก นี่เป็นผลงานที่พิสูจน์ได้ เพราะคนอื่นเป็นคนมอบให้ เราไม่ได้พูดเอง นี่เป็นการพิสูจน์ฝีมือในการบริหารงาน

อย่างไรก็ตาม "องอาจ" ระบุว่า การนำเสนอนโยบายในการเลือกตั้ง ต้องอย่าไปเสนิออะไรที่ให้คนหวือหวา แต่ทำได้จริงหรือไม่ไม่รู้ เราต้องเสนอสิ่งที่เข้าไปแล้วทำได้ คนกรุงเทพเขารู้ ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งไม่ใช่ได้รับเพราะอะไรที่หวือหวา เรารู้ว่ากฎหมายเขาให้อำนาจเราทำอะไรได้เราเป็นมาแล้ว 8 ปี แล้วจะมาบอกอะไรที่เกินเลยความจริง งบประมาณก็มีเท่านี้ ที่เคยพูดไปสี่ปียังทำไม่หมด ดังนั้นต้องมาทำต่อ สิ่งที่เราเสนอเราทำได้ เรารู้ว่ามีงบเท่าไหร่ อะไรที่ทำค้างไว้ อะไรที่ทำต่อไป และเราต้องเผื่ออนาคตข้างหน้า

เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่เพราะพรรคเพื่อไทย เป็นนักคิดนโยบายมืออาชีพ องอาจบอกว่า "ผมว่าระดับชาติอาจจะทำได้ แต่ใน กทม. มีความเข้าใจพอสมควรว่าควรจะพิจารณาอย่างไร "

สำหรับแผนการหาเสียง นออกจากเรื่องพืนฐานแล้ว จะเน้นเรื่องโซเชียลมีเดีย ขณะที่การปราศรัยมีสามครั้ง เพราะดารปราศรัยเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนการเลือกตั้งเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อก่อนเวทีปราศรัยคือการให้ข้อมูลข่าวสาร แต่วันนี้ข้อมูลข่าวสารมีมีช่องทางอื่นแล้ว