"อภิสิทธิ์"เตือนทุกฝ่ายอย่าแตกความสามัคคี กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ชี้ชุมนุมต้านคำพิพากษาศาลโลกเป็นสิทธิของประชาชน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการชุมนุมคัดค้านการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารของศาลโลกในวันที่ 21 ม.ค.นี้ว่า เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญเพราะคนที่มาก็มาด้วยความห่วงใยในเรื่องของดินแดน จึงขอให้ทุกฝ่ายรับฟังซึ่งกันและกันไม่อยากให้เกิดความแตกสามัคคีขอให้ทุกคนมองว่าคนที่ทำงานเพื่อปกป้องอธิปไตยหรือรักษาดินแดนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ความเห็นอาจแตกต่างกันบ้าง แต่รัฐบาลต้องแสดงออกถึงความมุ่งมั่น ความเข้มแข็งในการทำหน้าที่ด้วย เพราะเสียงสะท้อนจากผลสำรวจความเห็นประชาชนของนิด้าโพลล์ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในตัวรัฐบาล เพราะจากท่าทีของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.ต่างประเทศ รวมถึงรัฐบาลในการตอบกระทู้ถามที่มีจุดยืนไม่ตอบโต้กัมพูชาที่กล่าวหาว่าไทยรุกรานอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งเรื่องนี้ตนเห็นว่าปล่อยผ่านไปไม่ได้ ยังยืนยันว่ารัฐบาลไทยต้องมีหนังสือตอบโต้ไป เพราะการรักษาสิทธิประเทศไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการแสดงจุดยืนเพื่อรักษาสิทธิที่สามารถทำได้ โดยต้องคิดว่ากัมพูชาได้แสดงท่าทีที่กระทบกระเทือนมาถึงไทย เราสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีควบคู่ไปกับการรักษาสิทธิและอธิปไตยของไทยด้วยต้องอยู่บนความพอดี
"การรักษาผลประโยชน์ประเทศชาติไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความสัมพันธ์ที่ดีกับการรักษาอธิปไตยของชาติเพราะไม่ได้มีความขัดแย้งกัน แต่ความสัมพันธ์ที่ดีต้องอยู่บนพื้นฐานการให้เกียรติ เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ถ้าเห็นไม่ตรงกันก็แสดงจุดยืนได้ด้วยวิธีสันติ เราไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไปใช้กำลังแต่บอกว่ารัฐบาลต้องเข้มแข็งในการแสดงจุดยืน โดยเฉพาะในระหว่างที่คดีอยู่ในการพิจารณาของศาลโลก จะต้องไม่แสดงออกในสิ่งที่จะกระทบกระเทือนต่อคำวินิจฉัยของศาลโลก ผมคิดว่าการที่รัฐบาลยกเรื่องความสัมพันธ์ที่ดีกับกัมพูชาขึ้นมานั้นเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น เพราะในรัฐบาลที่แล้วแม้จะมีการรักษาอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง แต่การค้าแนวชายแดนก็เพิ่มพูนขึ้นมากในระหว่างไทยกัมพูชา รวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือต่าง ๆ ไม่หยุดชะงักแต่เดินหน้าต่อในทุกโครงการ มีแต่ประเด็นที่เราต้องตอบโต้เมื่อเขาใช้กำลังโจมตีไทยเท่านั้น" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า จนถึงขณะนี้คิดว่านายสุรพงษ์ยังขาดความเข้าใจและไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเดินหน้าคดีว่าจะทำอย่างไร ตนจึงเรียกร้องว่าต้องเอาเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง ผลประโยชน์ทางธุรกิจออกไปก่อน และเอาเรื่องผลประโยชน์ของชาติมาเป็นตัวตั้ง ถ้าทำแบบนี้เชื่อว่าคนทุกกลุ่มจะสนับสนุนรัฐบาลในการต่อสู้เรื่องนี้ แต่ถ้าเป้าหมายไม่มีความชัดเจนตนมีความเป็นห่วงมากว่าจะทำให้ไทยเสียเปรียบมากขึ้น เพราะการไม่แสดงจุดยืนเช่นไม่ตอบโต้ประท้วงคำพูดที่กล่าวหาว่าไทยรุกรานดินแดนของกัมพูชา ตนยืนยันว่ารัฐบาลต้องรีบทำโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นไทยจะเสียเปรียบ และไม่มีเหตุผลที่ไทยจะไม่ทำเรื่องนี้ด้วย เพราะทำแล้วไม่ได้กระทบความสัมพันธ์อะไรแต่เป็นการแสดงจุดยืนในการรักษาสิทธิของประเทศ โดยสามารถทำเป็นหนังสือไปถึงกัมพูชาให้เป็นหลักฐานได้ แต่ถ้าท่าทียังเป็นแบบนี้ตนก็เป็นห่วงมาก เพราะทั้งท่าทีของนายสุรพงษ์, พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ,นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ก็พยายามที่จะเอาเงื่อนไขทางการเมืองเข้ามามากกว่าที่จะสนใจในเรื่องการต่อสู้เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ





