วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมอแจง'ช่างภาพเนชั่น'กลับเหมือนเดิมยาก

หมอแจงอาการ"ช่างภาพเนชั่น" ปลอดภัย แต่ตอบยากกลับเป็นปกติหรือไม่ ผอ.รพ.พระมงกุฎ ยืนยันไม่เลือกปฏิบัติระหว่าง"สื่อ"กับ"ส.ส." แจงส่งไปรพ.กลาง

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย พล.ต.ชุมพล เปี่ยมสมบูรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า, นพ.สามารถ ตันอริยกุล ผู้อำการสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร แถลงถึงกรณีที่รถพยาบาลฉุกเฉินของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งประจำอยู่ที่อาคารรัฐสภา ปฏิเสธที่จะนำตัวนายสกล สนธิรัตน ช่างภาพเครือเนชั่น ส่งโรงพยาบาลหลังจากที่มีอาการวูบ เกือบหมดสติ ระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในอาคารรัฐสภาตามที่มีการร้องขอจนทำให้อาการเข้าขั้นโคม่าโดยใช้เวลาแถลงรวมถึงตอบคำถามกับสื่อมวลชน นานประมาณ 50 นาที

พล.ต.ชุมพล แถลงยืนยันว่าทีมแพทย์ที่ประจำอยู่ที่หน้าห้องประชุมสภาฯ ไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้สื่อข่าว หรือ สมาชิกรัฐสภา เพราะด้วยจรรยาบรรณทางการแพทย์แล้วต้องมีการให้การรักษาอย่างเท่าเทียม ส่วนประเด็นที่ผู้ป่วยถูกทีมแพทย์ปฏิเสธนำส่งนั้น ขอชี้แจงว่า ตั้งแต่ที่มีผู้ประสานงานว่านายสกลเป็นลมหมดสติ เมื่อเวลา 13.20 น. พยาบาลกู้ชีพได้ใช้เวลา 2 นาที มาถึงตัวผู้ป่วยเพื่อประเมินอาการ ขณะเดียวกันได้ประสานงานไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎให้ส่งรถพยาบาลฉุกเฉินมาที่รัฐสภา ทั้งนี้พยาบาลได้ใช้เวลาประเมินอาการคนไข้ ประมาณ 10 นาที ซึ่งได้ตรวจวัดความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงซักถามประวัติการป่วยและความรู้สึกตัว อาทิ ถามว่าผู้ป่วยมีบัตรประกันสังคมหรือไม่ และอยู่ที่โรงพยาบาลอะไร หลังจากที่ประเมินเสร็จพยาบาลไม่สามารถสั่งรถพยาบาลฉุกเฉินให้นำส่งได้ เพราะตามขั้นตอนต้องเป็นอำนาจของแพทย์ และเมื่อแพทย์ได้มาประเมินอาการซ้ำ ก็สันนิษฐานว่าคนไข้มีเลือดออกในสมอง หรือ เส้นเลือดในสมองแตก และจังหวะที่ประเมินแล้วเสร็จ รถพยาบาลฉุกเฉินที่ได้ประสานไว้ได้มาถึงที่รัฐสภาพอดี จึงได้ใช้รถพยาบาลฉุกเฉินจากภายนอกส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลแทนรถฉุกเฉินที่จอดประจำการอยู่ในอาคารรัฐสภา

พล.ต.ชุมพล กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุที่นำส่งคนไข้ไปที่โรงพยาบาลกลาง แทนที่จะเป็นโรงพยาบาลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง เพราะมีการประเมินภาวะและระยะทางแล้วพบว่าอยู่ในช่วงปลอดภัย อีกทั้งมีแพทย์ประจำตัวอยู่ที่โรงพยาบาลดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการนำส่งไปโรงพยาบาลตามที่คนไข้มีสิทธิ์ในบัตรประกันสังคม ส่วนระยะการนำส่งจากรัฐสภาไปยังโรงพยาบาลกลาง ใช้เวลาทั้งสิ้น 10 นาที

"ขอย้ำว่าด้วยจรรยาบรรณของแพทย์ไม่มีใครที่เลือกปฏิบัติกับผู้ป่วยว่าเป็นนักการเมือง หรือเป็นประชาชน เมื่อพบบุคคลที่อยู่ในภาวะฉุกเฉินต้องนำส่งโรงพยาบาลต้องปฏิบัติทันที ไม่ได้เลือกว่าบุคคลที่ป่วยจะมีชื่อว่าพล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ทั้งนี้กรณีที่นำส่งนายสกล หลังจากที่มีอาการวูบไปแล้วกว่า 30 นาที ยืนยันว่าทีมแพทย์กู้ชีพต้องทำการประเมินก่อน โดยเฉพาะเรื่องการหายใจ เพราะหากคนไข้มีภาวะหยุดหายใจในรถพยาบาล อาจเป็นการยากที่จะปฐมพยาบาล เพราะในรถมีสภาพที่แคบ และการประเมินเบื้องต้นพบว่านายสกลยังอยู่ในภาวะปกติทุกอย่างทั้งชีพจร, ระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งนี้ผมจะเรียกทีมแพทย์ของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ทุกคนมาประชุมเพื่อชี้แจง สร้างความเข้าใจ โดยรับฟังข้อเสนอแนะวันนี้ไปพิจารณาปรับปรุง อาทิ การรับส่ง ผู้ป่วย ให้มีความรัดกุม และขอยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น" พล.ต.ชุมพล กล่าว

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน โดยเฉพาะมาตรฐานทางการแพทย์ ตามที่โรงพยาบาลได้ทำข้อตกลงไว้กับทางสำนักเลขาธิการสภา ซึ่งไม่ได้มีการจัดงบประมาณไว้รองรับเหตุฉุกเฉินให้กับประชาชน หรือ บุคคลภายนอกระบบรัฐสภา ว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องมีเงินหรือไม่ แต่กรณีที่เกิดขึ้นทีมแพทย์ได้ทำหน้าที่อย่างรวดเร็วแล้ว

ด้านนพ.สามารถ กล่าวถึงอาการของนายสกล ว่า ตนตอบได้ยากว่านายสกลจะหายดี และกลับมาเป็นปกติหรือไม่ เพราะอาการเลือดออกที่ก้านสมอง เหมือนกับคัตเอาท์มีปัญหา ไม่ใช่มีปัญหาแค่หลอดไฟ ดังนั้นต้องใช้เวลาประเมินระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามอาการโดยรวมขณะนี้ปลอดภัยแล้ว

นพ.สามารถ ชี้แจงถึงขั้นตอนและการรักษาพยาบาลนายสกล ตั้งแต่วันที่ 10 ม.ค. ว่า เมื่อนายสกลมาถึงโรงพยาบาลแล้ว ได้พาเข้าห้องฉุกเฉิน วัดความดันโดยพบว่ามีความดันสูง ประมาณ 170 - 180 จึงได้ให้ยาลดความดัน นอกจากนั้นไดเเอ็กเรย์สมองและพบว่ามีเลือดออกที่แกนสมอง ขนาดเท่าเม็ดถั่ว ส่วนอาการภายนอก พบปากเบี้ยว และการกรอกตาที่ผิดปกติ และหลังเข้ารับการรักษาเพียง 1 ชั่วโมงจากนั้น คนไข้มีอาการวูบ และชีพจรหยุดเต้น ทีมแพทย์ได้ช่วยปั้มหัวใจและเข้าเครื่องเอ็กซ์เรย์สมองอีกรอบ จึงพบว่าเลือดออกเพิ่มขึ้น แพทย์จึงตัดสินใจผ่าตัดเพื่อนำน้ำเลือด และน้ำในสมองออก

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงเหตุที่เลือกส่งนายสกล ไปรักษาที่โรงพยาบาลกลาง แทนที่จะเป็นโรงพยาบาลวชิระ ในสังกัดกทม. และอยู่ใกล้รัฐสภากว่า นายสามารถ กล่าวว่า นายฉลาด จันทร์เดช ประธานชมรมช่างภาพการเมือง ได้โทรศัพท์ประสานงานกับตนว่ามีช่างภาพป่วยและจะเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลกลาง อย่างไรก็ตามมาตรฐานทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทุกแห่งมีเท่ากัน ขอให้วางใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่าในการตั้งคำถามของสื่อมวลชนมีหลายคำถามที่พล.ต.ชุมพล และ นพ.สามารถ ไม่ได้ตอบ เช่น ความเร่งด่วนของการส่งตัวผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลจะช่วยให้อาการดีขึ้นกว่านี้หรือไม่, การประเมินอาการเบื้องต้นทำไมไม่ใช้ช่วงที่นำส่งรถพยาบาล, การจ่ายยารักษาพยาบาลเป็นมาตรฐานเดียวกันกับส.ส. หรือ ส.ว. หรือไม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ในระหว่างแถลงข่าว นายวัฒนา ได้ทำหน้าที่กำกับการแถลงข่าว และประเด็นที่ คณะแพทย์จะแถลง อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายนายวัฒนาได้พูดเพื่อให้ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ยืนยันว่า ไม่มีผู้ใหญ่ในสภาฯ หรือนักการเมืองคนใดสั่งไม่ให้นำรถพยาบาลส่งผู้ป่วยกรณีฉุกเฉินได้

รายงานข่าวแจ้งว่าก่อนหน้านั้นเคยมีเหตุการณ์ที่ ส.ส. หน้ามืด จนวูบ หมดสติ อาทิ นายนิยม วิวรรธนดิฐกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย, นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ทีมแพทย์ฉุกเฉินที่ประจำอยู่หน้าห้องประชุมสภาฯ ได้นำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้เคียง ได้แก่ โรงพยาบาลวชิระ, โรงพยาบาลวิชัยยุทธ อย่างเร่งด่วน โดยไม่มีการซักประวัติหรือประเมินอาการเบื้องต้น อย่างที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินได้ใช้ประเมินอาการของนายสกล

สำหรับการตรวจสอบงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ที่ได้จัดสรรไว้ในหมวดของค่ารักษาพยาบาล ในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 301 ล้านบาท ซึ่งส.สแต่ละคนจะได้รับงบ จำนวน 602,000 บาท พบว่าในการกำหนดค่ารักษา จะระบุถึงการจ่ายเงินค่ารถพยาบาล ที่เก็บต่อคนจำนวน 1,000 บาท ด้วย หรือคิดเป็นเงินทั้งสิ้น 500,000 บาท ต่อปี ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้สื่อข่าวว่า เป็นการให้ค่าตอบแทนเพื่อแลกกับการให้บริการด้านการรักษาพยาบาลที่รวดเร็ว

ด้านนายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาฯ คนที่ 1 เปิดเผยว่า เตรียมหารือกับนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาฯ เพื่อมาปรับปรุงและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดไม่ให้มีซ้ำอีก เบื้องต้นอาจขอความร่วมมือไปยัง นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องดังกล่าวอีกทาง ทั้งนี้หากพบว่าปัญหาดังกล่าวยังเกิดขึ้นอีก การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปีหน้าอาจให้มีการปรับลดงบประมาณลง