"ภูมิธรรม"เปิด 4 แผนพัฒนาปี2556 แก้รธน.-แก้ระบบน้ำ-โลจิสติกส์-กำลังพลเข้าสู่อาเซียน แย้มกลยุทธ์ชิงผู้ว่าฯกทม. ต้อนเน้นไปทีการบริหารงาน
นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนของพรรคในปี 2556 ว่า พรรคเพื่อไทยมีพื้นฐานการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดนิ่ง และในปี 2556 ก็เช่นเดียวกัน จะต้องมีสิ่งใหม่ๆ หรือนโยบายใหม่ๆ เกิดขึ้นแน่นอน เรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องต่อยอดคือ 16 นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ส่วนเรื่องหลักที่จะทำในปี 2556 แบ่งเป็น 4 เรื่องใหญ่ ประกอบด้วย
1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฟื้นฟูประชาธิปไตย เรายืนยันมาโดยตลอดว่าจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ได้สร้างปัญหาต่อความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง รวมทั้งภาคประชาชน 2.แก้ปัญหาระบบน้ำทั้งประเทศ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว 3.ยกระดับโลจิสติกส์ และ 4.เตรียมกำลังพลต่อการเปลี่ยนแปลงของอาเซียน สำหรับการขยายฐานสมาชิกพรรคนั้น เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จากที่มีอยู่ไม่กี่คน ปี 2555 ก็สามารถเพิ่มสมาชิกขึ้นมาเป็นแสนคนแล้ว ยอมรับว่าช่วงแรกๆ จะช้าหน่อย แต่เมื่อทุกอย่างลงตัวก็จะเดินหน้าไปได้ ในแง่ของพรรคการเมืองต้องขยายฐานให้มากที่สุด พรรคเพื่อไทยเคยมีสมาชิกพรรค 14 ล้านคน เราก็ต้องตั้งเป้าไปเรื่อย
นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่า พรรคเพื่อไทยคงจะเปิดตัวผู้สมัครได้ภายในสัปดาห์แรกของเดือนม.ค. 2556 หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 10 ม.ค. ยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีปัญหา เมื่อคุยกันได้ข้อสรุปทุกอย่างก็จบ ช่วงเดือนม.ค.เป็นต้นไป ก็จะเห็นบรรยากาศของการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว
เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคเพื่อไทยจะไม่ส่งผู้สมัคร แต่ไปสนับสนุนผู้สมัครอิสระ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ถึงตอนนี้พรรคเพื่อไทยน่าจะส่งผู้สมัครในนามของพรรค สำหรับกลยุทธ์การหาเสียงผู้ว่าฯ กทม.นั้น ส่วนตัวคิดว่าเราจะต้องอาสาเสนอตัวว่าจะนำพากทม.ไปในทิศทางไหน พัฒนากทม.อย่างไร บอกกับคนกรุงเทพฯว่า เลือกพรรคเพื่อไทยแล้วจะได้อะไรใหม่ มีความสุข สบาย ปลอดภัยอย่างไร ต้องฝากคนกทม.ให้ลองทบทวนชีวิตความเป็นอยู่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ว่ามีอะไรบ้างที่ควรแก้ไข 4 ปีที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำอะไรไปอย่างไร สร้างความพึงพอใจได้มากน้อยแค่ไหน
ทั้งนี้เราอาจจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าการมีผู้ว่าฯ กทม.ที่เป็นทีมเดียวกับรัฐบาล จะเกื้อหนุนกันดีกว่ามีผู้ว่าฯจากพรรคฝ่ายค้านหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ต้องบอกว่าการทำงาน กับการตรวจสอบมันคนละเรื่องกัน มันไม่ใช่เรื่องว่ากทม.จะมาตรวจสอบรัฐบาล ตรงนี้เป็นหน้าที่ของส.ส.มากกว่า ผู้ว่าฯ กทม.ต้องเน้นไปที่การบริหารงาน แก้ปัญหาให้ประชาชนเป็นสำคัญ





