วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธุรกิจ' ตัวประกันบนเกมการเมือง

ความขัดแย้งเรื่องเกาะพิพาทของ 2 ยักษ์เอเชีย จีน-ญี่ปุ่น ไม่ได้หยุดอยู่แค่เกมการเมือง แต่ยังลากเอา "ธุรกิจ" เข้ามาเป็นตัวประกัน

กระแสโกรธแค้นของชาวจีนที่มีต่อชาวญี่ปุ่นในประเด็นเกาะพิพาททวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยมีการชุมนุมประท้วงใน 85 เมืองของจีน ซึ่งหลายแห่งถึงขั้นบุกทำลายร้านค้า โรงงาน อาคารสำนักงานการทูต รวมถึงเผารถยนต์ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ญี่ปุ่น

การชุมนุมบานปลายจนกลายเป็นเหตุจลาจล เกิดการปะทะระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจปราบจลาจลในหลายเมือง ทำให้ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา สเปรย์พริกไทย และฉีดน้ำสลายฝูงชน

ชนวนความไม่พอใจดังกล่าว เกิดจากการที่รัฐบาลญี่ปุ่นทำสัญญาซื้อเกาะเซนกากุ หรือที่จีนเรียกว่า เกาะเตียวหยู จากเอกชน คิดเป็นเงิน 2,050 ล้านเยน หรือประมาณ 820 ล้านบาท ซึ่งเกาะดังกล่าว ทั้งญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์ครอบครอง

ประเมินกันว่า เกาะแห่งนี้อาจมีแหล่งน้ำมันมหาศาล นอกเหนือจากการเป็นแหล่งประมงอันอุดมสมบูรณ์ และเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันการเมืองภายในประเทศของทั้ง 2 ฝ่าย โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิโกะ โนดะ แห่งญี่ปุ่น กำลังจะเผชิญการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนนี้ ทำให้เขาไม่สามารถอ่อนข้อให้กับจีน ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนเองก็ใกล้จะถึงช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำ

น่าสังเกตว่าการเมืองเรื่องเกาะพิพาทกำลังฉุด "ธุรกิจ" เข้ามาเป็นตัวประกัน เห็นได้จากการที่ผู้ประท้วงบุกทำลายทรัพย์สินของบริษัทญี่ปุ่น ทั้งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนแทบจะไม่เคยยอมเปิดประตูให้กับการชุมนุมบนท้องถนน

บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งระงับการผลิตชั่วคราว เพื่อป้องกันเหตุการณ์รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น โดย แคนนอน อิงค์ ผู้ผลิตกล้องรายใหญ่ ตัดสินใจปิดโรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานผลิตเครื่องปรินเตอร์ในเมืองจงซาน มณฑลกวางตุ้ง

โรงงานผลิตกล้องดิจิทัลในเมืองจูไห่ มณฑลเดียวกัน และโรงงานผลิตเครื่องถ่ายเอกสาร ที่เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู โรงงานทั้งสามจะกลับมาดำเนินการใหม่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ทางด้าน พานาโซนิค ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ของญี่ปุ่น ก็ประกาศหยุดการผลิตที่โรงงานทั้ง 3 แห่งในจีนชั่วคราวเช่นกัน หลังจากถูกกลุ่มผู้ประท้วงบุกทำลายอาคาร และเครื่องมือภายในโรงงานที่เมืองชิงเต่าและเมืองซูโจว ทั้งยังเตือนให้พนักงานชาวญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงการนั่งแท็กซี่ตามลำพัง และพูดภาษาญี่ปุ่นบนท้องถนน รวมถึงลดการเดินทางติดต่อธุรกิจในจีน

โตโยต้า และ ฮอนด้า ต่างได้รับความเสียหายจากเหตุลอบวางเพลิงร้านตัวแทนจำหน่าย ส่วนห้าง จัสโก้ ถูกผู้ประท้วงบุกทำลายข้าวของเสียหาย รวมถึงร้านอาหารญี่ปุ่นในโรงแรมการ์เด้น โฮเทล ด้านสายการบิน ออล นิปปอน แอร์เวย์ส ต้องยกเลิกเที่ยวบินจากจีนไปญี่ปุ่นหลายเที่ยวบิน

หลายบริษัทเริ่มคิดเผื่อกรณีฉุกเฉิน นิสสัน อยู่ระหว่างหารือว่าจะหยุดงาน หรือให้พนักงานทำงานจากบ้านแทน ด้าน ฟาสต์ รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์ดัง ยูนิโคล่ ที่มี 140 สาขาในจีน ก็แนะให้พนักงานชาวญี่ปุ่นอยู่ในบ้านพัก และชวนเพื่อนร่วมงานชาวจีนออกไปข้างนอกเป็นเพื่อนในยามจำเป็น

อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นถูกกรณีพิพาทฟาดงวงฟาดงาหนักสุด ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ในจีน ระบุว่า ยอดขายรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นในตลาดจีนลดลง 2% จากปีก่อน ทั้งที่ตลาดรถยนต์ในจีนกำลังเติบโตอย่างร้อนแรง และยอดขายของแบรนด์รถยนต์คู่แข่งจากประเทศอื่นๆ กลับเติบโตถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์รถยนต์เยอรมนีที่โต 25% สหรัฐ 19% เกาหลีใต้ 12% และฝรั่งเศส 4%

กระแสต้านญี่ปุ่นในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์รายใหญ่สุดในโลก อาจส่งผลกระทบต่อค่ายรถแดนซามูไรมากกว่าหายนภัยแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

ดีลเลอร์ที่จำหน่ายรถแบรนด์ญี่ปุ่นหลายรายต้องปิดร้านชั่วคราว หลังเกิดเหตุทุบทำลายรถยนต์ในหลายเมือง บวกกับกระแสต่อต้านสินค้าแบรนด์ญี่ปุ่นที่กำลังแพร่หลาย จนทำให้ชาวจีนไม่กล้าซื้อรถญี่ปุ่น เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

โหล เล่ย รองเลขาธิการสมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์ในจีน ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากภัยธรรมชาติสามารถฟื้นฟูได้รวดเร็วกว่า ขณะที่ต้องใช้เวลานานและทุ่มเทความพยายามอย่างมาก เพื่อกำจัดความรู้สึกต่อต้านแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นออกไปจากใจผู้บริโภคชาวจีน

โหล กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดกับดีลเลอร์รถญี่ปุ่นครั้งนี้รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยพบมา

จีนและญี่ปุ่นต่างเป็นคู่ค้ารายสำคัญของกันและกัน โดยจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดของญี่ปุ่น ส่วนญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของจีน ในปี 2554 การค้าสองฝ่ายเติบโต 14.3% มูลค่ารวมประมาณ 345,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10.695 ล้านล้านบาท

การส่งออกของญี่ปุ่นไปตลาดจีนมีสัดส่วนเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมดในปีที่แล้ว เทียบกับที่ญี่ปุ่นส่งออกไปสหรัฐ 15.3% และญี่ปุ่นยังเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในจีน เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากบริษัทญี่ปุ่นที่เข้าไปในจีนแตะระดับ 4,730 ล้านดอลลาร์ในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 19.1% จากปีก่อน ผิดกับตัวเลขลงทุนจากสหภาพยุโรปที่ลดลง

สื่อจีนระบุว่า หากสายสัมพันธ์ด้านการค้าระหว่างสองประเทศย่ำแย่ ก็อาจทำให้ญี่ปุ่นเสี่ยงที่จะเดินเข้าสู่ "ทศวรรษที่สาบสูญ" อีกครั้ง โดยอาจต้องถอยหลังกลับไป 20 ปี จากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ขณะที่จีนเองก็ต้องระวังให้มาก หากจะหยิบไพ่เศรษฐกิจมาเล่นตอบโต้กันจริงๆ

ผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่า ธุรกิจญี่ปุ่นอยู่ในกำมือจีน เพราะญี่ปุ่นพึ่งพาจีนมากขึ้นในการทำให้เศรษฐกิจเติบโต ขณะที่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่อ่อนแอทำได้ยากลำบาก และดูเหมือนจีนจะเจ็บปวดน้อยกว่า

แต่อีกด้านของเหรียญ การประท้วงกรณีเกาะพิพาทเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณอ่อนแรง และเป็นห้วงเวลาที่บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งกำลังจะปันใจจากจีนไปหาชาติอาเซียน เนื่องจากต้นทุนแรงงานในจีนเพิ่มขึ้นมาก

กระนั้นก็ดี เจแปน อิงค์ ยังรู้สึกอิหลักอิเหลื่อ เพราะจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ และเป็นตลาดผู้บริโภคที่เติบโตรวดเร็วที่สุดสำหรับบริษัทญี่ปุ่นหลายแห่ง นอกเหนือจากการเป็นฮับการผลิต

เคียวเฮ โมริตะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบาร์เคลย์ส มองว่า ความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นที่รุนแรงขึ้น อาจกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กับบริษัทญี่ปุ่น ในการปรับโฟกัสไปสู่ชาติอาเซียนแทนที่จีน เพราะแม้แต่ในช่วงก่อนเกิดเหตุประท้วง บริษัทญี่ปุ่นเองก็เริ่มมองเห็นเสน่ห์ของจีนที่จืดจางลง จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้น และประชากรวัยทำงานที่มีแนวโน้มลดลง

อย่างไรก็ตาม โมริตะ ยอมรับว่า จีนยังคงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทญี่ปุ่น สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและค้าปลีก