“พริษฐ์” ชี้ 5ปัญหา ปธ.สภาฯ โสภณ ควรเร่งทบทวนแก้ไข หลังเปิดทางสกัด ทำลายกลไก กมธ.ตรวจสอบ “รัฐบาล” ปิดช่อง ปชช.เสนอกม. ดองคำร้องตั้งไต่สวน ป.ป.ช.คดีซุกหุ้นศักดิ์สยาม นานเกือบครึ่งปี เมินนัดประชุมรัฐสภา ถก “แก้รธน.” รายมาตรา
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว ระบุว่า 5 ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับงานสภา ที่ประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ ควรเร่งทบทวน-ดำเนินการ-แก้ไข
ในจดหมายเปิดผนึกจาก ประธานสภาผู้แทนราษฎรถึงประชาชน เมื่อวันศุกร์ที่ 6 พ.ย. ที่ผ่านมา ทางประธานสภา โสภณ ซารัมย์ ได้เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า “ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ ให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย”
ผมเห็นด้วยกับประโยคนี้ แต่ผมกลับเห็นว่าประธานโสภณ กำลังดำเนินการในอย่างน้อย 5 เรื่องที่สวนทางกับหลักการในประโยคดังกล่าว
1.) เห็นชอบกับแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดให้การดำเนินการทุกเรื่องในคณะกรรมาธิการ (เช่น การบรรจุวาระ การเชิญผู้ชี้แจง) ต้องอาศัยมติที่ประชุมอย่างเคร่งครัด ซึ่งจะ:
(1) กระทบต่อความคล่องตัวและประสิทธิภาพของ กมธ. ในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
(2) เปิดช่องให้ สส. รัฐบาล (ซึ่งเป็นเสียงข้างมากใน กมธ.) ร่วมกันลงมติสกัดกั้นไม่ให้ กมธ. ตรวจสอบเรื่องที่ส่งผลกระทบในทางลบต่อรัฐบาล (แม้จะอยู่ในขอบเขตอำนาจของ กมธ. ที่เกี่ยวข้องโดยตรง) ซึ่งจะเป็นการทำลายกลไกตรวจสอบที่สำคัญของสภา ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129
(3) สร้างความชอบธรรมให้กับร่างแก้ไขข้อบังคับของ สส. พรรคภูมิใจไทย ที่จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาสัปดาห์นี้ โดยอาจมีการอ้างว่าเป็นการแก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้องกับแนวทางที่ประธานสภาเห็นชอบให้ปฏิบัติ
2.) ปิดประตูไม่ให้ร่างกฎหมายเกี่ยวกับการลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ซึ่งภาคประชาชนได้มีการรวบรวมรายชื่อไปแล้ว 59,503 คน ได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา ด้วยการวินิจฉัยว่าร่างดังกล่าวไม่อยู่ในขอบเขตที่ประชาชนสามารถเข้าชื่อเสนอได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133 (3) เนื่องจากมีหลักการไม่เป็นไปตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ทั้งๆที่:
(1) ร่างกฎหมายดังกล่าว มีการเสนอแก้ไขอัตราโทษทางอาญาในฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งอยู่ในหมวด 3
(2) ประธานสภาในอดีตเคยมีการวินิจฉัยให้ประชาชนกลุ่มอื่น สามารถเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายที่เสนอแก้ไขขอบเขตความผิดเกี่ยวกับฐานความผิดอื่นในประมวลกฎหมายอาญาได้
(3) การวินิจฉัยให้ร่างดังกล่าวได้เข้าสู่การพิจารณาในสภา ไม่เท่ากับการที่ประธานสภาเห็นด้วยกับสาระในร่าง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ สส. 500 คน ได้อภิปรายและพิจารณาร่วมกันว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกันร่างดังกล่าว
3.) ดองคำร้องที่ สส. พรรคฝ่ายค้าน และ สว. บางส่วน ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อให้ประธานรัฐสภาส่งต่อให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีที่มีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของศักดิ์สยาม ชิดชอบ โดยตอนนี้ผ่านมาแล้ว 155 วัน หรือ 5 เดือน นับแต่วันที่เรายื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ซึ่ง:
(1) เป็นระยะเวลาที่นาน เมื่อเทียบกับครั้งล่าสุด ที่ประธานมงคล (ประธานวุฒิสภาที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภา ณ เวลานั้น) ใช้เวลาไม่ถึง 41 วัน ในการส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกา หลังจาก สว. มีการยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. กรณีสินบนทองคำเมื่อต้นปี 2569
(2) ยังไม่มีความชัดเจนจากประธานโสภณ เรื่องกรอบเวลาที่คณะกรรมการกลั่นกรองที่ถูกตั้งขึ้นมา จะใช้ในการดำเนินการและเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา
(3) ก่อให้เกิดคำถามว่าความล่าช้าในการพิจารณาประเด็นดังกล่าว เป็นเพราะคำร้องในเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัวที่มีพระคุณต่อพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
4.) ปฏิเสธที่จะนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา (ซึ่งยังไม่มีการประชุมแม้แต่ครั้งเดียวตั้งแต่เปิดสมัยประชุมนี้ในวันที่ 25 ส.ค.) เพื่อพิจารณา 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่พรรคประชาชนเสนอเข้าสู่สภาตั้งแต่ 232 วัน หรือ 7-8 เดือนที่แล้ว เกี่ยวกับการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบองค์กรอิสระ (เช่น กกต. / ป.ป.ช. / คตง.) ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน โดย 2 ร่างดังกล่าวมีสาระดังต่อไปนี้:
(1) เพิ่มสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
(2) ตัดดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการปัดตกคำร้องของสมาชิกรัฐสภาหรือประชาชนที่เข้าชื่อ เพื่อขอให้ศาลฎีกาตั้งคณะมาไต่สวน ป.ป.ช. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
5.) ปล่อยให้เกิดความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการบริหารหน่วยของรัฐสภาไทยสำหรับการดำเนินกิจการในเวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ (ซึ่งจะต้องถูกรับรองในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่ยังไม่มีการนัดตามข้อ (4) ซึ่งทำให้ขาดพื้นที่สำหรับทุกฝ่าย (สส. รัฐบาล / สส. ฝ่ายค้าน / สว. / ข้าราชการสภา) ในการร่วมกันหารือและวางแผนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการเข้าร่วม การคัดเลือกคณะผู้แทนอย่างเป็นธรรม การวางยุทธศาสตร์ในการผลักดันวาระ รวมไปถึงการยื่นร่างข้อมติ (resolution) ในประเด็นที่ไทยต้องการใช้เวทีรัฐสภาระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาที่คนไทยเผชิญ (เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ-สแกมเมอร์ ฝุ่นพิษข้ามแดน สารพิษในแม่น้ำ การค้ามนุษย์)
ผมหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า ประธานสภา โสภณ ซารัมย์ จะเร่งทบทวน ดำเนินการ หรือแก้ไขปัญหาทั้ง 5 ข้อ ที่ผมได้สะท้อนมาดังนี้ เพื่อให้การทำงานของสภามีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน





