"กองทัพ"ต้องยกระดับทุกมิติ ในช่วงปลายปีที่สภาพอากาศเอื้อต่อการรบ โจทย์สำคัญการคงสภาพชายแดนเมียนมาไม่ให้ ซ้ำเติมฝั่งกัมพูชา เพราะหากต้องเปิดศึกสองด้าน จะไม่ส่งผลดีต่อไทย
KEY POINTS
- การสู้รบเมียนมา-ชนกลุ่มน้อย แม้ปัจจุบันยังไม่มีผู้ลี้ภัยแต่ฝ่ายปกครองได้เตรียมพื้นที่พักคอยรองรับสถานการณ์ไว้
- กองทัพ เตรียมการเคลื่อนกำลังพล จัดเตรียมอาวุธยุทธโธปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติตามมติ สมช. รวมทั้งจัดเตรียมแผนการอพยพกรณีฉุกเฉิน
- ผบ.ทบ. แม่ทัพภาคที่ 3 ให้คงสภาพพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก ไม่ให้ซ้ำเติมพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันออก
ในช่วงสิ้นสุดฤดูฝน เข้าสู่หน้าหนาว สภาพอากาศในพื้นที่เอื้ออำนวยต่อการสู้รบ ประเดิมกันที่ชายแดนไทย-เมียนมา จ.ตาก และ แม่ฮ่องสอน ทหารเมียนมา โจมตีชนกลุ่มน้อย กระสุนตกฝั่งไทย ประชาชนบาดเจ็บ 1 ราย บ้านเรือนได้รับความเสียหาย
ทั้งระดับ "รัฐบาลไทย-ผู้นำกองทัพ" ประสานรัฐบาลเมียนมา ให้ใช้ความระมัดระวัง ส่วนระดับพื้นที่ลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยประชาชน 24 ชั่วโมง พร้อมคุมเข้มชายแดน ระงับขนส่งสินค้า พื้นที่อำเภอแม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นระยะเวลา 7 วัน ตั้งแต่ 30 ต.ค.-5 พ.ย. 2569
แม้ปัจจุบันยังไม่มีผู้ลี้ภัยจากการสู้รบจากเมียนมา เนื่องจากการโจมตีเกิดขึ้นในพื้นที่ตอนในห่างไกลจากชายแดนไทยหลายกิโลเมตร แต่ฝ่ายปกครองได้เตรียมพื้นที่พักคอยรองรับสถานการณ์ไว้
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ระบุว่า เมียนมา มีพื้นที่ที่มีปัญหา คือ อ.เมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งกองทัพดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์เน้นย้ำหน่วยในพื้นที่
สมช. ได้เน้นย้ำมติที่ออกโดย สมช.ไปยังแต่ละหน่วยในพื้นที่ ว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งทางกองทัพได้เตรียมการเคลื่อนกำลังพล และจัดเตรียมอาวุธยุทธโธปกรณ์เข้าไปในพื้นที่ปฏิบัติตามมติ สมช.ที่ออกไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งจัดเตรียมแผนการอพยพหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เสี่ยงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้าน พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)
เชิญ ผู้ช่วยทูตทหารเมียนมาประจำกรุงเทพ "พลจัตวา Win Thu Lin" เข้าหารือเน้นย้ำให้ การปฏิบัติการทางทหารใดๆ ในฝั่งเมียนมาร์ ขอให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของประชาชนชาวไทย
ขณะที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) กำชับไปยัง พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้คงสภาพพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตก (เมียนมา)ไม่ให้ซ้ำเติมพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันออก(กัมพูชา)
เพราะหากพิจารณารายงาน ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) คงระดับชายแดน 1.5 คือ สถานการณ์ไม่ปกติ ต้องเฝ้าระวัง และมีความน่ากังวล สำหรับโซนสีอยู่ระหว่างสีเขียวกับสีเหลือง โดยกองกำลังและหน่วยข่าวกรองในพื้นที่ยังต้องตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุดพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาเริ่มรุกคืบเข้าพื้นที่จุดยุทธศาตร์สำคัญ โดยใช้เชือกผูกกับต้นไม้พยายามปีนขึ้นมาบริเวณหน้าผาเนิน 642 ใกล้ช่องพระพะลัย จุดชมวิวภูผี อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
เนิน 642 พื้นที่ยุทธศาสตร์แนวรบพระวิหาร โดยทหารกัมพูชากังวลว่า หากมีการปะทะรอบหน้า ทหารไทยจะบุกยึดปราสาทพระวิหาร ซึ่งถูกใช้เป็นฐานทหารโจมตีทหารไทยในห้วงปะทะที่ผ่านมา
ทว่ายังไม่ทันทหารกัมพูชาขึ้นมาถึงเนิน 642 ทหารไทยตรวจพบเสียก่อน ยิงเตือนด้วยอาวุธจริง พร้อมตัดเชือก ขึงลวดหนามทั้งสองด้าน และวางกำลังจุดยุทธศาสตร์หนาแน่น ยังไม่นับรวมถึงจุดยุทธศาสตร์อื่นๆที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดการเผชิญหน้าของกำลังทั้งสองฝ่าย
ผบ.ทบ.ยกคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย.ตั้งแต่พื้นที่รับผิดชอบของกองกำลังบูรพาติดกับ จ.สระแก้ว และ 5 จังหวัด อยู่ในความรับผิดชอบ กองกำลังสุรนารี แม้จะเป็นไปตามวงรอบการตรวจเยี่ยม แต่เพื่อกำชับกำลังพลตื่นตัว คงความพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนในห้วง พ.ย.-ธ.ค. 69
พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ ผบ.ทบ.และคณะ เพื่อติดตามภารกิจด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน และดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลแนวหน้าอย่างใกล้ชิด วันที่ 2 พ.ย. 2569 รับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์และการปฏิบัติงานที่สำคัญตามแนวชายแดน กองบังคับการกองกำลังบูรพา อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว
จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยัง กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 3 กองกำลังสุรนารี จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อติดตามการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์อธิปไตย ตลอดจนตรวจเยี่ยมสภาพความเป็นอยู่และปัจจัยพื้นฐานของกำลังพลในพื้นที่ปฏิบัติการ
สำหรับภารกิจในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ผู้บัญชาการทหารบกและคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยม ให้กำลังใจกำลังพล และติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน ณ กองบัญชาการกองกำลังสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
พล.ต.วินธัย ย้ำว่า ผบ.ทบ.ได้มอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่หน่วยทหารในพื้นที่ ให้ความสำคัญของการบูรณาการงานด้านการข่าวอย่างเป็นระบบ รอบด้าน และทันต่อสถานการณ์ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ตลอดจนการพัฒนาปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถรองรับต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้หน่วยดำรงความเข้มงวดในมาตรการลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยยึดมั่นในการปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย กติการะหว่างประเทศ และหลักสากล เพื่อรักษาความชอบธรรมของฝ่ายไทยในทุกมิติ ตลอดจนเน้นย้ำการบริหารจัดการหมุนเวียนกำลังพลอย่างเหมาะสม เพื่อดูแลสุขภาพ ฟื้นฟูสภาพร่างกาย และดูแลสภาวะจิตใจของกำลังพล ให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนไทยทั้งด้านตะวันตกและตะวันออกกำลัง อยู่ในห้วงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางทหารของเมียนมาและกัมพูชาที่มีความเสี่ยงต่อการกระทบอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน
ส่วนกองทัพต้องยกระดับความพร้อมทั้งด้านการข่าว กำลังพล และยุทโธปกรณ์ พร้อมวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉินอย่างรอบด้าน
โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่สภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติการทางทหาร
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การรักษาความมั่นคงแนวรบชายแดนเมียนมาไม่ให้ลุกลาม จนกลายเป็นแรงกดดันซ้ำเติมความมั่นคงชายแดนฝั่งกัมพูชา เพราะหากต้องเปิดศึกสองด้าน จะไม่ส่งผลดีต่อประเทศไทย





