ประเด็นสปายแวร์เพกาซัสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ได้รับการแจ้งเตือนว่าโทรศัพท์ถูกโจมตี
KEY POINTS
- ประเด็นสปายแวร์เพกาซัสกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลัง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ได้รับการแจ้งเตือนว่าโทรศัพท์ถูกโจมตี
- มีการเปิดเผยประวัติว่าหน่วยงานรัฐไทยเคยจัดซื้อเพกาซัสมาแล้วตั้งแต่ปี 2557 โดยอ้างว่าเพื่อปราบปรามยาเสพติด และพรรคก้าวไกลเคยตัดงบประมาณจัดซื้อรอบใหม่ 350 ล้านบาทได้สำเร็จในปี 2565
- ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงรัฐบาลปัจจุบันให้ชี้แจงว่าหน่วยงานใดยังคงใช้สปายแวร์สอดแนมประชาชนและนักการเมือง แม้จะเคยมีการตัดงบและอ้างว่าหยุดใช้ไปแล้ว
ชื่อของสปายแวร์ “เพกาซัส” (Pegasus) กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง พลันที่ 2 หัวหน้า “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า ตน และ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตนายกฯ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกโจมตีด้วยสปายแวร์ชื่อ “เพกาซัส” ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อดัง
“ณัฐพงษ์” ตั้งคำถามว่า “ความพยายามในการรวบอำนาจใน กมธ. + การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ยืดเวลาออกไป + ข้อความเตือนบนโทรศัพท์ของ 2 หัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (ซึ่งจริงๆ อาจจะมีคนโดนเยอะกว่านี้) เป็นเหตุบังเอิญพลัสจริงๆ ครับ”
ร้อนถึง “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาแจงพัลวันว่า เรื่องนี้บริษัท Apple ออกแถลงการณ์ว่ามีกระบวนการในการแฮ็กทั้งหมด 99 ประเทศ ทั่วโลก ที่โดนในลักษณะนี้ และยังไม่ได้มีการระบุว่าเป็นเพกาซัส หรือซอฟต์แวร์อะไร ทั้งนี้ หาก “อภิสิทธิ์” ต้องการให้ความร่วมมือ หน่วยงานเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และในวันที่ 4 พ.ย. จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะมีเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมด้วย หากมีข้อมูลเพิ่มเติมน่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน
หลายคนอาจคุ้นชื่อหรือรู้จักสปายแวร์ชื่อ “เพกาซัส” อยู่บ้าง เพราะในข้อเท็จจริงปี 2557 หน่วยงานรัฐไทย โดยกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เคยจัดซื้อสปายแวร์ “เพกาซัส” มาแล้วในปี 2557 วงเงิน 247.5 ล้านบาท โดยชี้แจงว่าใช้ปราบปรามยาเสพติด และหยุดใช้ตั้งแต่ ต.ค. 2563 เพราะไม่มีงบบำรุงรักษา
ต่อมาเมื่อปี 2565 “พรรคส้ม” ในยานพาหนะคันที่ 2 อย่าง “ก้าวไกล” พบว่า บช.ปส.มีการของบเพื่อจัดซื้อ “เพกาซัส” อีกครั้ง จึงนำเรื่องนี้อภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างดุเดือดถึงพริกถึงขิง กระทั่งประสบความสำเร็จสามารถ “ตัดงบ” ที่จะนำไปใช้ซื้อสปายแวร์ดังกล่าว กว่า 350 ล้านบาทลงได้
ในช่วงเวลานั้น “พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์” ยังนั่งเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำเรื่องนี้ไปซักฟอกในสภาฯยุค “รัฐบาลลุงตู่” ระบุตอนหนึ่งว่า สปายแวร์เพกาซัส มิใช่แค่ถูกนำไปใช้ในขบวนการค้ายาเสพติดเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปใช้สอดแนมติดตามนักการเมืองฝ่ายค้าน และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายราย
สำหรับ “สปายแวร์เพกาซัส” คือซอฟต์แวร์สอดส่องแบบถูกกฎหมายที่พัฒนาโดย บริษัท NSO ของอิสราเอล และขายให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในราคาค่อนข้างสูง การปรับใช้อย่างครอบคลุมอาจมีค่าใช้จ่ายหลายล้านดอลลาร์ มัลแวร์ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางผ่านช่องโหว่ต่างๆ รวมถึง zero-click zero-days ของ iOS หลายรายการ
หลังจากสแกนอุปกรณ์เป้าหมายแล้ว จะติดตั้งโมดูลที่จำเป็นเพื่ออ่านข้อความและอีเมลของผู้ใช้ ฟังการโทร จับภาพหน้าจอ บันทึกการกดแป้นพิมพ์ กรองประวัติการใช้เบราว์เซอร์ รายชื่อติดต่อ และอื่นๆ โดยพื้นฐานแล้ว Pegasus สามารถสอดแนมทุกแง่มุมของเป้าหมายได้
อดีตพรรคก้าวไกล ขุดปมการจัดซื้อจัดจ้าง “สปายแวร์ เพกาซัส” ในชื่อ โครงการจัดหาระบบรวบรวมและประมวลผลข่าวกรองขั้นสูง โดย บช.ปส.วงเงินงบประมาณ 350 ล้านบาท เนื่องจากกระบวนการค้ายาเสพติดมีความซับซ้อนในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องจัดหาระบบเทคโนโลยีการสืบสวนที่ทันสมัย คือระบบรวบรวมและประมวลผลข่าวกรองชั้นสูง
โครงการนี้เป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ 9 รายการ จากการสกัดข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว แบ่งเป็น การเข้าระบบด้วยสปายแวร์แบบเก่า ต้องให้เหยื่อคลิกลิงก์ และใช้ได้ในระบบ iOS ต่ำกว่า 12 และสปายแวร์แบบใหม่ที่เรียกว่า “Circle” คือสามารถเข้าถึงข้อมูลเป้าหมายได้เลย
คุณสมบัติซอฟต์แวร์ดังกล่าว มีสาระสำคัญคือ สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์เอเย่นต์ บนอุปกรณ์เป้าหมายได้โดยที่เป้าหมายไม่ทราบถึงการติดตั้ง สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์เอเย่นต์ บนอุปกรณ์ของเป้าหมาย และทำงานได้แบบไร้สาย รองรับการติดตั้งและทำงานบนอุปกรณ์ที่มีระบบปฏิบัติการ iOS และ Android โดยมีรหัสผ่าน และไม่มีรหัสผ่าน เอเย่นต์สามารถคงอยู่ในอุปกรณ์ของเป้าหมายได้ แม้จะมีการเปลี่ยนซิมการ์ด
ขณะที่ใบเสนอราคามีเอกชน 3 ราย ยื่นเข้ามา พบว่า 1 ใน 3 ของเอกชน ยื่นเสนออุปกรณ์ยี่ห้อ Q Cyber รุ่น Minotaur ผลิตภัณฑ์ประเทศอิสราเอล โดยพรรคก้าวไกลอ้างว่า เป็นบริษัทลูกของ NSO ผู้ผลิตสปายแวร์เพกาซัส เสนอราคา 350 ล้านบาท
ล่าสุดจากการตรวจสอบข้อมูลในฐานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พบว่า บริษัทแห่งดังกล่าวเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ มาตั้งแต่ช่วงปีงบประมาณ 2561-ปัจจุบัน อย่างน้อย 63 โครงการ รวมวงเงินกว่า 1,929.11 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 โดยเฉพาะในสัดส่วน “อดีตพรรคก้าวไกล” ได้ตัดลดวงเงินงบประมาณ ระบบรวบรวมและประมวลผลข่าวกรองชั้นสูง มูลค่า 350 ล้านบาท ลงได้ โดยนับเป็นชัยชนะเล็ก ๆ ของทางพรรค
พรรคก้าวไกล ระบุว่า เพราะโครงการนี้เมื่อไปดูที่มาที่ไปในเอกสาร พบว่าเป็นการจัดซื้อเครื่องมือสปายแวร์ที่ติดตามข้อมูลจากมือถือประชาชน และเมื่อไปดูสเปคแล้วพบว่าเป็นสปายแวร์คล้ายเพกาซัส ที่ได้เคยอภิปราย ด้วยความคุลมเครือของรัฐบาลที่ชี้แจงกลับไปกลับมาไม่รู้ว่ามีหรือไม่มี ทำให้เราไม่อาจไว้ใจได้ว่า การตั้งงบฯ เพื่อซื้อเครื่องมือนี้จะถูกใช้เฉพาะผู้ต้องสงสัยกรณียาเสพติดเพียงอย่างเดียว ไม่ติดตามสอดแนมประชาชน ทำให้ กมธ.ส่วนใหญ่มีมติเห็นชอบปรับลดงบฯ
คำถามประการสำคัญคือ ที่ผ่านมา “รัฐบาลไทย” เคยมีการใช้ “เพกาซัส” ในการสอดแนมประชาชน-นักเลือกตั้งจริงหรือไม่
โดยในปี 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รับเรื่องร้องเรียนประเด็นดังกล่าว และมีมติ “เชื่อได้ว่า” มีการใช้สปายแวร์เพกาซัสละเมิดสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงเสนอ ครม. (ขณะนั้น) สั่งการตรวจสอบ หาทางป้องกันการใช้งานในทางมิชอบ
ขณะเดียวกันเมื่อต้นปี 2568 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งที่ 100/2568 ให้ประทับรับฟ้อง คดีที่มีการกล่าวหาหน่วยงานรัฐ ตำรวจ 3 เหล่าทัพ กระทรวงดีอี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกันใช้ “เพกาซัส” สปายแวร์สอดแนมเจาะเข้าระบบและเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ อันเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตั้งรหัสผ่านและมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาตไว้
อย่างไรก็ดีวานนี้ (4 พ.ย.) พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงเรื่องนี้ว่า ไม่สามารถตอบแทนหน่วยงานอื่นได้ แต่ในส่วนงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะทีมโฆษก ไม่มีการใช้สปายแวร์และไม่มีความจำเป็นต้องจัดหาสปายแวร์มาใช้ เพราะไม่มีเหตุผลที่จะเข้าไปล้วงความลับหรือเจาะข้อมูลของบุคคลใด
ทว่า 3 พ.ย.ที่ผ่านมา “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ตั้งคำถามถึงประเด็นการใช้ “เพกาซัส” อีกครั้ง ว่า หากตำรวจมีการหยุดใช้ตั้งแต่ปี 2563 และในงบประมาณปี 2566 ก็ถูกตัดทิ้ง ไฉนจึงมีเรื่องนี้เกิดขึ้นอีก
“ผมไม่ได้กล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นผู้สั่งเจาะมือถือฝ่ายค้าน เพราะยังไม่มีหลักฐาน แต่เมื่อรัฐไทยเคยซื้อเครื่องมือนี้จริง และวันนี้ผู้นำฝ่ายค้านสองพรรคได้รับคำเตือนเรื่องสปายแวร์ รัฐบาลต้องให้คำตอบที่ชัดเจนครับ”
“ภาวุธ” ตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้ยังมีหน่วยงานรัฐใดใช้ Pegasus หรือโปรแกรมสอดแนมลักษณะเดียวกันอีกหรือไม่? ใช้งบประมาณไปเท่าไร? ใครอนุมัติให้ใช้ และใครตรวจสอบ?
“เทคโนโลยีของรัฐต้องมีไว้ปกป้องประชาชน ไม่ใช่สอดแนมประชาชน รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า วันนี้ใครมีอำนาจสอดแนมคนไทย และใครกำลังตรวจสอบคนที่มีอำนาจเหล่านั้น? เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยของมือถือ แต่คือเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของคนไทยทุกคนครับ”
ทั้งหมดคือข้อกังขาที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ต้องมีคำตอบว่า เกิดเหตุการณ์ลักลอบ “สอดแนม” ประชาชน-นักการเมือง เกิดขึ้นอีกครั้งได้อย่างไร ก่อนจะถูกขุดคุ้ยบานปลาย จนถูกขยายแผลนำไปใช้ในศึกซักฟอก 7-11 ธ.ค.นี้





