โฆษก ทบ. โต้ พล.ท.มาลี ยืน
ย้ำ ทุกปฏิบัติอยู่ในเขตอธิปไตยไทย เพื่อความมั่นคงและป้องกันตนเอง ชี้การวางกำลังยุทโธปกรณ์ ยึดถ้อยแถลงร่วม GBC เคร่งครัด
จากกรณีที่ พล.ท. มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงข่าวระบุว่าฝ่ายกัมพูชาอำนวยความสะดวกให้คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำกัมพูชา (AOT-KH) ลงพื้นที่สังเกตการณ์บริเวณบ้านโชคเจย ตำบลโอเบยเจือน อำเภอโอวโจรว จังหวัดบันเตียเมียนเจย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 โดยได้กล่าวหาฝ่ายไทยว่ามีการวางกำลังรถถัง 2 คัน การตั้งตู้คอนเทนเนอร์ วางรั้วลวดหนาม ขุดคู ทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน ยึดครองดินแดนกัมพูชา ตลอดจนอ้างตัวเลขพลเรือนกัมพูชาไม่สามารถกลับเข้าที่พักอาศัยได้ และเรียกร้องให้เร่งเปิดการประชุม JBC นั้น
ล่าสุด พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนและประชาคมระหว่างประเทศ ดังนี้
1. กรณีการกล่าวอ้างเรื่องการนำรถถัง 2 คันเข้าวางกำลังประชิดแนวสังเกตการณ์ กองทัพบก ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายไทยไม่มีการเพิ่มเติมกำลังพลหรือเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางทหารหรือคุกคามฝ่ายใดแต่อย่างใด
สำหรับกรณีรถถังที่มีการกล่าวอ้างนั้น ข้อเท็จจริงคือ เป็นยุทโธปกรณ์เดิมในพื้นที่ ที่วางกำลังตามแผนการปฏิบัติงานของหน่วย เพื่อรักษาความพร้อมตามภารกิจปกติภายในเขตแดนไทย มิใช่การเคลื่อนย้ายกำลังพลหรือการวางกำลังเพิ่มเติม ซึ่งการคงกำลังของฝ่ายไทยเป็นไปตามกรอบแนวทางเดิมและสอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ข้อ 2 จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด
2. กรณีข้อกล่าวหาเรื่องการยึดครองดินแดนบ้านโชคเจย การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และการวางเครื่องกีดขวาง กองทัพบก ยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าว ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทยอย่างชัดเจน การปฏิบัติของหน่วยทหารไทยเป็นการสถาปนา จัดระเบียบพื้นที่ และบังคับใช้กฎหมายภายในดินแดนของตนเอง ซึ่งในอดีตเคยถูกประชาชนและทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งบ้านเรือนรุกล้ำเขตแดนไทยอย่างผิดกฎหมายมายาวนานกว่า 40 ปี และฝ่ายไทยจำเป็นต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายบนแผ่นดินไทย เพื่อมิให้อาคารและสิ่งของเหล่านั้นถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ทางทหาร หรือใช้เป็นแหล่งซ่องสุมของขบวนการผิดกฎหมายข้ามชาติ (เช่น Cyber Scam) ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง
ในประเด็นเรื่องการวางตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนาม ขุดคู และบังเกอร์ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั่วคราวทางยุทธวิธี ภายหลังเหตุการณ์สู้รบ เพื่อควบคุมพื้นที่ ป้องกันการรุกล้ำ และลดความเสี่ยงในการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งกัน โดยเป็นการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงหยุดยิงที่ให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังไว้ในพื้นที่เดิม
3. กรณีการกล่าวอ้างตัวเลขพลเรือนกัมพูชา 3,951 คน (1,045 ครอบครัว) ไม่สามารถกลับบ้านได้
โฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องแยกแยะระหว่าง "ผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบ" ออกจาก "ผู้ตั้งถิ่นฐานรุกล้ำเขตแดนไทย" ประชาชนกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าวในทางกฎหมายถือเป็น "ผู้บุกรุกรุกล้ำอธิปไตยไทย" ไม่ใช่ผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบ เนื่องจากเข้ามาตั้งบ้านเรือนในเขตไทยนับตั้งแต่สมัยสงครามภายในกัมพูชา ซึ่งฝ่ายไทยได้ประท้วงผ่านกรอบบันทึกความเข้าใจปี 2543 (MOU 43) มาโดยตลอดนับร้อยครั้งแต่กัมพูชากลับเพิกเฉย การนำตัวเลขกลุ่มผู้บุกรุกรุกล้ำมาปะปนและกล่าวอ้างเป็นผลกระทบด้านมนุษยธรรมในเวทีสากล ถือเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพื่อสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาคมโลก
4. กรณีข้อเรียกร้องให้เร่งดำเนินงานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC)
ประเทศไทยยืนยันจุดยืนในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีรวมทั้งกรอบ JBC และ GBC มาโดยตลอด อย่างไรก็ตามในห้วงเวลานี้ทุกฝ่ายยังคงต้องยึดถือกรอบข้อตกลงหยุดยิงตามถ้อยแถลงร่วม GBC (27 ธ.ค. 2568) เป็นสำคัญ นั่นคือให้แต่ละฝ่ายคงการวางกำลังไว้ ณ ตำแหน่งเดิมจนกว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนจะลดความตึงเครียด และพื้นที่ได้รับการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (เช่น PMN-2) ที่ฝ่ายกัมพูชาเคยลักลอบนำมาวางไว้จนปลอดภัยอย่างแท้จริง
5. ยืนยันเจตนารมณ์ในการปฏิบัติตามข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ
กองทัพบกขอยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องและข้อตกลงทวิภาคีอย่างเคร่งครัด ฝ่ายไทยมิได้ใช้กำลังทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ แต่เป็นการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยเหนือดินแดนของตนเอง กองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนตามหลักมนุษยธรรม ยุติการสร้างและส่งรายงานข้อมูลที่บิดเบือนต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และเวทีระหว่างประเทศ และหันมาร่วมมือแก้ไขปัญหาผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีที่มีอยู่อย่างจริงใจและรับผิดชอบ เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนอย่างยั่งยืน





