กสม.ชงข้อเสนอ 'ประกันสังคม' กำกับนายจ้าง 'ธุรกิจออนไลน์' ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน 'ลูกจ้าง' เคร่งครัด หลังมีขึ้นทะเบียนช้า กระทบสิทธิประโยชน์ระหว่างทำงาน
เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า บริษัทแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ได้จ้างผู้ร้องในตำแหน่งพนักงานประชาสัมพันธ์สินค้าด้วยการถ่ายทอดสดผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) โดยระบุในสัญญาข้อหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานและภายหลังสิ้นสุดสัญญา 3 เดือน ห้ามรับทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการจ้างงานเมื่อเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2568 บริษัทไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ผู้ร้อง ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ร้องไม่มีสิทธิในประกันสังคม จึงขอให้ตรวจสอบ
กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 40 รับรองเสรีภาพของบุคคลในการประกอบอาชีพ และมาตรา 74 กำหนดแนวนโยบายให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและวัยและให้มีงานทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ
โดยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้กำหนดรายละเอียดของหลักประกันที่จะให้แก่คนทำงานที่เป็นลูกจ้าง และจัดตั้งกองทุนประกันสังคมเพื่อดูแลประโยชน์ทดแทนเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพหรือตาย รวมทั้งการคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังมีหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่งระบุว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะคุ้มครองมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคธุรกิจ ส่วนภาคธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบในการประกอบกิจการโดยเคารพสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต้องสามารถเข้าถึงการแก้ไข เยียวยา ฟื้นฟู ที่มีประสิทธิผลทั้งกลไกตามกระบวนการยุติธรรมและอื่น ๆ ได้
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รับการว่าจ้างเป็นลูกจ้างของบริษัทระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยบริษัทไม่ได้ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ผู้ร้อง และไม่หักเงินสมทบนำส่งทั้งในส่วนของลูกจ้างและนายจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กระทั่งผ่านมา 1 ปี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 บริษัทได้ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้กับผู้ร้อง โดยระบุช่วงเวลาการเป็นลูกจ้างพร้อมจ่ายเงินสมทบทั้งส่วนของลูกจ้างและนายจ้างย้อนหลังรวม 5 เดือน และจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 แล้ว สำนักงานประกันสังคมจึงไม่ได้ดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบความผิดที่บริษัทไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนดังกล่าว
อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้บริษัทผู้ถูกร้องจะแก้ไขปัญหาโดยยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้กับผู้ร้องย้อนหลังแล้ว แต่การที่บริษัทไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ผู้ร้องและไม่หักเงินสมทบนำส่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในช่วงเวลาที่จ้างงาน ทำให้ในช่วงเวลานั้น ผู้ร้องไม่อยู่ในสถานะลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนหากเกิดกรณีต่างๆ ขึ้น จึงไม่สอดคล้องตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม อนุสัญญาว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำด้านประกันสังคม ตลอดจนหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องประกอบกิจการโดยเคารพสิทธิมนุษยชน จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนกรณีที่บริษัทผู้ถูกร้องกำหนดข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้ร้องรับทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน หลังสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า นายจ้างอาจกำหนดข้อสัญญาห้ามไม่ให้ลูกจ้างทำงานแข่งขันกับนายจ้างเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างเพื่อคุ้มครองความลับทางการค้าหรือการแข่งขันทางธุรกิจโดยมีขอบเขตของสัญญาและระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพการแข่งขันของธุรกิจการขายสินค้าออนไลน์
การขายโดยบุคคลออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค การห้ามมิให้ผู้ร้องรับทำงานประชาสัมพันธ์ผ่านการถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มเดียวกันให้กับสินค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เป็นระยะเวลาเพียง 3 เดือนตามสัญญาดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นข้อจำกัดที่มีความเหมาะสมและไม่เกินสมควรจนกระทบต่อสิทธิในการทำงาน ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณีเกี่ยวกับการพิจารณาข้อสัญญาห้ามแข่งขันภายหลังสิ้นสุดสัญญาจ้างและการคุ้มครองลูกจ้างจากข้อสัญญาที่จำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพเกินสมควร ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกำหนดข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้ร้องรับทำงานประชาสัมพันธ์สินค้าข้างต้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานประกันสังคมตรวจสอบการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนของลูกจ้างของบริษัทผู้ถูกร้องและการหักเงินสมทบเพื่อส่งในส่วนของลูกจ้างและการส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้มีความครบถ้วนถูกต้อง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมอย่างครบถ้วน
นอกจากนี้ ให้สำนักงานประกันสังคมให้ความรู้และกำกับดูแลนายจ้างในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบให้ครบถ้วน เพื่อคุ้มครองสิทธิประกันสังคมของลูกจ้างกลุ่มดังกล่าว พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจในการดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบความผิดกรณีนายจ้างไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนหรือไม่นำส่งเงินสมทบตามกำหนดให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยพิจารณาปัจจัยอย่างน้อย ได้แก่ ระยะเวลาที่ล่าช้า การแก้ไขโดยสมัครใจ ผลกระทบต่อลูกจ้าง และการกระทำซ้ำ รวมทั้งกำหนดให้บันทึกเหตุผลการใช้ดุลพินิจเป็นลายลักษณ์อักษรทุกกรณี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลป้องปรามนายจ้างมิให้ละเลยหน้าที่ และคุ้มครองสิทธิประกันสังคมของลูกจ้าง
ทั้งนี้ ให้บริษัทผู้ถูกร้องกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและให้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่จ้างลูกจ้างใหม่ เพื่อให้การประกอบกิจการเป็นไปตามหลักการ UNGPs





