วันศุกร์ ที่ 30 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสม.ชง 'ประกันสังคม' จี้นายจ้าง เร่งขึ้นทะเบียนประกันตนลูกจ้าง

กสม.ชงข้อเสนอ 'ประกันสังคม' กำกับนายจ้าง 'ธุรกิจออนไลน์' ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน 'ลูกจ้าง' เคร่งครัด หลังมีขึ้นทะเบียนช้า กระทบสิทธิประโยชน์ระหว่างทำงาน

เมื่อวันที่ 30 ต.ค.2569 นางสาวสุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า บริษัทแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ได้จ้างผู้ร้องในตำแหน่งพนักงานประชาสัมพันธ์สินค้าด้วยการถ่ายทอดสดผ่านแอปพลิเคชันติ๊กต็อก (TikTok) โดยระบุในสัญญาข้อหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาการทำงานและภายหลังสิ้นสุดสัญญา 3 เดือน ห้ามรับทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างการจ้างงานเมื่อเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2568 บริษัทไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ผู้ร้อง ทำให้ในช่วงเวลาดังกล่าวผู้ร้องไม่มีสิทธิในประกันสังคม จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 40 รับรองเสรีภาพของบุคคลในการประกอบอาชีพ และมาตรา 74 กำหนดแนวนโยบายให้รัฐพึงส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานอย่างเหมาะสมกับศักยภาพและวัยและให้มีงานทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ

โดยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้กำหนดรายละเอียดของหลักประกันที่จะให้แก่คนทำงานที่เป็นลูกจ้าง และจัดตั้งกองทุนประกันสังคมเพื่อดูแลประโยชน์ทดแทนเมื่อประสบอันตราย เจ็บป่วย ทุพพลภาพหรือตาย รวมทั้งการคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และกรณีว่างงาน นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังมีหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่งระบุว่ารัฐมีหน้าที่ที่จะคุ้มครองมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากภาคธุรกิจ ส่วนภาคธุรกิจต้องมีความรับผิดชอบในการประกอบกิจการโดยเคารพสิทธิมนุษยชน และผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต้องสามารถเข้าถึงการแก้ไข เยียวยา ฟื้นฟู ที่มีประสิทธิผลทั้งกลไกตามกระบวนการยุติธรรมและอื่น ๆ ได้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องได้รับการว่าจ้างเป็นลูกจ้างของบริษัทระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยบริษัทไม่ได้ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ผู้ร้อง และไม่หักเงินสมทบนำส่งทั้งในส่วนของลูกจ้างและนายจ้างตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กระทั่งผ่านมา 1 ปี เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 บริษัทได้ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้กับผู้ร้อง โดยระบุช่วงเวลาการเป็นลูกจ้างพร้อมจ่ายเงินสมทบทั้งส่วนของลูกจ้างและนายจ้างย้อนหลังรวม 5 เดือน และจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 แล้ว สำนักงานประกันสังคมจึงไม่ได้ดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบความผิดที่บริษัทไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนดังกล่าว

อย่างไรก็ดี กสม. เห็นว่า แม้บริษัทผู้ถูกร้องจะแก้ไขปัญหาโดยยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้กับผู้ร้องย้อนหลังแล้ว แต่การที่บริษัทไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนให้แก่ผู้ร้องและไม่หักเงินสมทบนำส่งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ในช่วงเวลาที่จ้างงาน ทำให้ในช่วงเวลานั้น ผู้ร้องไม่อยู่ในสถานะลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนหากเกิดกรณีต่างๆ ขึ้น จึงไม่สอดคล้องตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม อนุสัญญาว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำด้านประกันสังคม ตลอดจนหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจที่จะต้องประกอบกิจการโดยเคารพสิทธิมนุษยชน จึงรับฟังได้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนกรณีที่บริษัทผู้ถูกร้องกำหนดข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้ร้องรับทำงานประชาสัมพันธ์ให้กับสินค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันเป็นระยะเวลา 3 เดือน หลังสิ้นสุดสัญญาจ้างนั้น เห็นว่า นายจ้างอาจกำหนดข้อสัญญาห้ามไม่ให้ลูกจ้างทำงานแข่งขันกับนายจ้างเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างเพื่อคุ้มครองความลับทางการค้าหรือการแข่งขันทางธุรกิจโดยมีขอบเขตของสัญญาและระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาสภาพการแข่งขันของธุรกิจการขายสินค้าออนไลน์

การขายโดยบุคคลออนไลน์เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภค การห้ามมิให้ผู้ร้องรับทำงานประชาสัมพันธ์ผ่านการถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มเดียวกันให้กับสินค้าอื่นที่มีลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน เป็นระยะเวลาเพียง 3 เดือนตามสัญญาดังกล่าว จึงถือได้ว่าเป็นข้อจำกัดที่มีความเหมาะสมและไม่เกินสมควรจนกระทบต่อสิทธิในการทำงาน ทั้งยังสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายกรณีเกี่ยวกับการพิจารณาข้อสัญญาห้ามแข่งขันภายหลังสิ้นสุดสัญญาจ้างและการคุ้มครองลูกจ้างจากข้อสัญญาที่จำกัดสิทธิในการประกอบอาชีพเกินสมควร ในชั้นนี้ จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่าการกำหนดข้อสัญญาห้ามมิให้ผู้ร้องรับทำงานประชาสัมพันธ์สินค้าข้างต้น เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานประกันสังคมตรวจสอบการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนของลูกจ้างของบริษัทผู้ถูกร้องและการหักเงินสมทบเพื่อส่งในส่วนของลูกจ้างและการส่งเงินสมทบในส่วนของนายจ้างให้มีความครบถ้วนถูกต้อง เพื่อให้ลูกจ้างได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคมอย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ให้สำนักงานประกันสังคมให้ความรู้และกำกับดูแลนายจ้างในธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ ให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบให้ครบถ้วน เพื่อคุ้มครองสิทธิประกันสังคมของลูกจ้างกลุ่มดังกล่าว พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การใช้ดุลพินิจในการดำเนินคดีหรือเปรียบเทียบความผิดกรณีนายจ้างไม่ยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนหรือไม่นำส่งเงินสมทบตามกำหนดให้ชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยพิจารณาปัจจัยอย่างน้อย ได้แก่ ระยะเวลาที่ล่าช้า การแก้ไขโดยสมัครใจ ผลกระทบต่อลูกจ้าง และการกระทำซ้ำ รวมทั้งกำหนดให้บันทึกเหตุผลการใช้ดุลพินิจเป็นลายลักษณ์อักษรทุกกรณี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลป้องปรามนายจ้างมิให้ละเลยหน้าที่ และคุ้มครองสิทธิประกันสังคมของลูกจ้าง

ทั้งนี้ ให้บริษัทผู้ถูกร้องกำหนดแนวปฏิบัติเพื่อยื่นแบบรายการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและให้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติดังกล่าวอย่างเคร่งครัดทุกครั้งที่จ้างลูกจ้างใหม่ เพื่อให้การประกอบกิจการเป็นไปตามหลักการ UNGPs