วันพฤหัสบดี ที่ 29 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘นิติสงคราม’เกลือจิ้มเกลือ ‘น้ำเงิน’ข่ม-‘ส้ม’เอาคืน

“นิติสงคราม” ระหว่าง “ฝั่งน้ำเงิน” และ “ฝั่งส้ม”ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า  “เกลือจิ้มเกลือ สากกระเบือล้างแค้น” ซึ่งหมายถึง การแก้เผ็ดให้สาสม แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ภายใต้กลไกที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ในมือ

KEY POINTS

  • ฝ่าย ‘ส้ม’ (พรรคประชาชน) โจมตีฝ่าย ‘น้ำเงิน’ (พรรคภูมิใจไทย) โดยตรวจสอบทรัพย์สิน สส. สุชาดา แทนทรัพย์ ที่อาจเชื่อมโยงกับเว็บพนัน และตั้งข้อสงสัยเรื่องเงินบริจาคที่อาจนำไปสู่การยุบพรรค
  • ฝ่าย ‘น้ำเงิน’ เอาคืนโดยยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรง สส. รักชนก ศรีนอก ของฝ่าย ‘ส้ม’ กรณีแชร์ข่าวปลอมเรื่องสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาทเข้าบัญชีอนุทิน ชาญวีรกูล
  • ฝ่าย ‘น้ำเงิน’ ใช้คดีเก่าที่ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล (ฝ่าย ‘ส้ม’) ถูกร้องเรื่องจริยธรรมร้ายแรงจากการเสนอแก้ ม.112 เป็นเครื่องมือในการชำระแค้น โดยมีอดีต สส. ของพรรคที่ย้ายขั้วมาเป็นพยานให้การซัดทอด
  • ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพ ‘นิติสงคราม’ ที่ทั้งสองฝ่ายใช้กลไกทางกฎหมายและการเมืองที่มีในมือมาแก้เผ็ดและตอบโต้กันไปมาแบบ ‘เกลือจิ้มเกลือ’

ประเด็น“จริยธรรม” ผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง กำลังขยายวงกลายเป็น “ศึกนิติสงคราม” ระหว่างฝ่าย “น้ำเงิน” และ“ฝ่ายส้ม” 

ไล่ตั้งแต่กรณีทรัพย์สินนับพันล้านของ “ไอเดียร์” สุชาดา แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และไทหยาง ซาง สามี นักธุรกิจสัญชาติออสเตรเลีย ที่ถูกขยี้โดยพรรคฝ่ายค้านทั้ง “พรรคประชาชน” และ“พรรคประชาธิปัตย์”

เชื่อมโยงไปถึงประเด็นถือครองหุ้นในเครือข่ายบ่อนกาสิโนและเว็บพนันออนไลน์ระดับโลกอย่าง Shuffle.com จนเรื่องบานปลายข้ามฝั่งไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตั้งแท่นเปิดห้องสอบสวน

ขณะที่ “ฝ่ายส้ม” ชิงจังหวะอาศัยกลไกที่มีในมือ ทั้งในส่วนของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (กมธ.กฎหมาย) สภาผู้แทนราษฎรที่มี “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน สบช่องเรียก “ไอเดียร์” เข้าชี้แจงกมธ. หวังเรียกน้ำย่อยก่อนถึงศึกซักฟอก ทว่าล่าสุดศึกซักฟอกเจอ “โรคเลื่อน” ขยับไทม์ไลน์ไปในเเดือนธ.ค. 

ล่าสุดยังมีกรณีที่ “รังสิมันต์”เข้าให้ข้อมูลต่อดีเอสไอ หยิบยกชุดข้อมูล กรณีที่ Bitkub ยอมรับว่า มีธุรกรรมทางการเงินของลูกค้า เชื่อมโยงไปเว็บไซต์ Shuffle นั้น หลังจากขยายผลพบว่า มี 6 บัญชี มีเงินหมุนเวียนมากกว่า 100 ล้านบาท เช่นเดียวกับกรณีของ Maxbit ที่มีการตรวจเจอเฉพาะหน้าตาม รายงานประมาณ 2.2 แสนบาท 

ส่วนตนเองไม่ได้มองในเรื่องเว็บไซต์พนันออนไลน์อย่างเดียว แต่ยังมีข้อกล่าวอีก 3 ประเด็น คือ องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ร.บ.การพนันฯ และการสมคบฟอกเงิน ซึ่งมองว่าเป็นมูลฐานที่เพียงพอจะสามารถดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ต่อไปได้

ขณะที่ “ศิริโชค โสภา”อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยได้รับฉายาเป็นวอลล์เปเปอร์ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ขยี้ประเด็นเงินบริจาคภูมิใจไทย 150,000 บาท ที่พบชื่อ“ไอเดียร์”บริจาคเงินให้พรรคอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นนี้มีการหยิบยกข้อกฎหมายขยายวงไปถึง “โทษยุบพรรค”  ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560  มาตรา 72 ที่ระบุว่า ห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าเงินนั้นได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยในแหล่งที่มา

มาตรา 74 ห้ามรับเงินบริจาคจากบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลต่างประเทศ และมาตรา 92 (3) หากฝ่าฝืนมาตรา 72 หรือ 74 กกต. มีอำนาจชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ได้

ขณะที่ “ฝั่งน้ำเงิน” ออกโรงตอบโต้ประเด็นดังกล่าว ยืนยันว่า เงินบริจาครายเดือนจำนวนดังกล่าวเป็นการ หักตรงจากเงินเดือน สส. เพื่อสนับสนุนพรรค ซึ่งเป็นกระบวนการที่โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมายพรรคการเมือง และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับข้อกล่าวหาเรื่องเว็บพนันตามที่ถูกพาดพิง

ทว่าในขณะที่ “ฝั่งส้ม” ดูเหมือนจะได้ “แต้มต่อ” การเมืองจากประเด็น “ทุนเทา” เขย่า “ระบบอบสีน้ำเงิน” ตามม็อตโต้หาเสียงมีเราไม่มีเทา กลับเกิดอาการซวนเซเสียจังหวะ จากรณี“สลิปโอนเงิน” 7 ล้านบาท เข้าบัญชี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย 

ถูกเปิดโดยเพจ Godd Dam ที่กลายเป็นเรื่องโอละพ่อ หลังตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) มีการจับกุม "ชัยรัตน์"  อายุ 26 ปี ชาว อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล แอดมินเพจ ในข้อหานำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

หลังธนาคารที่ถูกพาดพิงถึง ออกมายืนยันว่า เป็นสลิปปลอม เนื่องจากไม่พบเลขบัญชีดังกล่าวในระบบ และระบบโอนเงินปกติมีวงเงินจำกัดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวัน

แถมกระสุนยังไปตกใส่“ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แบบเต็มๆฐานแชร์ข้อมูลเพจดังกล่าวที่เป็น “ข่าวเท็จ” 

กลายเป็นช่องให้ฝั่ง “สีน้ำเงิน” แก้เกมโดยส่งบทผ่านหัวหมู่ทะลวงฟัน  “ศุภชัย ใจสมุทร”สส.บัญชีรายชื่อ และทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้วินิจฉัยกรณี สส.แชร์เพจหมา เรื่อง การโอนเงิน 7 ล้านบาทว่าเป็นการกระทำที่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่

โดย “ศุภชัย”สะท้อนข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา ดังนี้ ประการแรก แยกการวิจารณ์ออกจากการละเมิดสิทธิประการที่สอง ผู้โพสต์และผู้แชร์ต้องรับผิดชอบ ประการที่สาม ใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเป็นธรรม ประการที่สี่ สื่อและผู้ผลิตเนื้อหาต้องมีจริยธรรม

ประการที่ห้า แพลตฟอร์มต้องมีกลไกคุ้มครองผู้ใช้ ประการที่หก พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องยกระดับมาตรฐานการสื่อสาร ประการที่เจ็ด สร้างภูมิคุ้มกันด้านการรู้เท่าทันสื่อ

ไหนจะ “คดีร้อนการเมือง” ที่กำลังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะคดี “44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล” กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

จำนวนนี้รวมไปถึง “คีย์แมนส้ม” ทั้ง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค รวมถึง สส.พรรคประชาชนในปัจจุบันรวม 10 คน

โดยเมื่อวันที่27ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นการไต่สวน พยานฝั่งป.ป.ช.ในฐานะ “ผู้ร้อง”เป็นนัดสุดท้าย

ถูกเปิดเกมชำระแค้นเอาคืนโดย “ฝ่ายสีน้ำเงิน”  ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “หมอเอก” เอกภพ เพียรวิเศษ อดีต สส.เชียงราย พรรคอนาคตใหม่ และเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนปัจจุบัน และ “ทนายบิลลี่” จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อดีต สส. กทม. พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เวลานี้อยู่ในสถานะพรรคร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย

เวิร์ดดิ้งสำคัญอยู่ที่ “เอกภพ” ซึ่งเปิดเกมชำระแค้นที่เคยถูกตราหน้าเป็น “สส.งูเห่า”ด้วยการ ให้ข้อมูลต่อศาลคือ “มีสส.หลายคนไม่เห็นด้วย แต่พรรคยังคงยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาฯ โดยที่ตน และเพื่อนอีก 9 คน ไม่ได้ลงชื่อแต่กลับถูกคนในพรรคเปิดชื่อว่าไม่ได้ร่วมลงชื่อในกฎหมายนี้ ทำให้ทัวร์ลง และยังถูกทางพรรคกีดกัน”

ตามขั้นตอนในคดีดังกล่าวหลังจากนี้จะเป็นการไต่สวนพยานฝั่งผู้คัดค้านคือ “พรรคก้าวไกล” หรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน

โดยตามไทม์ไลน์ ฝั่ง “44 อดีต สส.”ได้ยื่นต่อศาลขอไต่สวนพยานจำนวน 60 ปาก รวม 17 นัด โดยจะเริ่มสืบพยานปากแรกในวันที่ 3 พ.ย. ปีนี้ และนัดไต่สวนปากสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 2570

ปรากฎการณ์ “นิติสงคราม” ระหว่าง “ฝั่งน้ำเงิน” และ “ฝั่งส้ม” ที่ต่างฝ่ายต่างเปิดบัญชีชำระแค้นแก้เผ็ดกันไปมา กำลังสะท้อนฉากการเมืองภายใต้ดุลอำนาจ “2ขั้วแกนนำ”

ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า  “เกลือจิ้มเกลือ สากกระเบือล้างแค้น” ซึ่งหมายถึง การแก้เผ็ดให้สาสม แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ภายใต้กลไกที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ในมือนั่นเอง