วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม 2569

Login
Login

คลื่นใต้น้ำโถม ‘ไทยพีบีเอส’ - ‘รัฐบาล’ รุกหาช่องยึด ‘ภาษีบาป’

ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกตรวจสอบได้สร้างแรงกระเพื่อมภายในองค์กร นำไปสู่การลาออกของผู้บริหารระดับสูง และสร้างความกังวลในหมู่พนักงานต่ออนาคตขององค์กร

KEY POINTS

  • รัฐบาลมีความพยายามแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้ไทยพีบีเอส จาก "ภาษีบาป" ไปใช้งบประมาณปกติ ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแทรกแซงสื่อจากฝ่ายการเมือง
  • สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจพบปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณของไทยพีบีเอสหลายกรณี เช่น การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญที่ไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน และการจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการอย่างไม่คุ้มค่า
  • ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณที่ถูกตรวจสอบได้สร้างแรงกระเพื่อมภายในองค์กร นำไปสู่การลาออกของผู้บริหารระดับสูง และสร้างความกังวลในหมู่พนักงานต่ออนาคตขององค์กร

บทสรุปการแก้ไขร่างกฎหมาย “ภาษีบาป” ทั้ง 4 ฉบับ ของ “ไทยพีบีเอส” บวก “3 ตระกูล ส.” ยังคงไม่สะเด็ดน้ำ ท่ามกลางแรงค้านจาก “ภาคประชาชน” และ “ภาคประชาเนียน” บนมรสุมถูกรุมสับ “ปฏิรูปสื่อสาธารณะ” และการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

พรรคการเมืองอย่างน้อย 2 พรรคฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.) และ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แสดงจุดยืนชัดเจนคัดค้านการแก้กฎหมายที่มาของรายได้ของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ “ไทยพีบีเอส” โดยเฉพาะกรณีการ “แทรกแซงสื่อ” ที่ไม่ยอมให้อยู่ภายใต้การขอ “งบประมาณปกติ” เพราะหวั่นเกรง “สีน้ำเงิน” กินรวบสื่อสาธารณะ

ขณะเดียวกัน “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ท่องคาถา “กำลังพิจาณา” แก้ไข “กฎหมายตระกูล ส.” 4 ฉบับ ที่ได้รับเงินอุดหนุนจาก “ภาษีบาป” ไปใช้งบประมาณปกติให้ได้ แม้จะรู้ว่ามีแรงต้านจากเครือข่าย “ตระกูล ส.” แต่ก็พร้อมลุยไฟ

เบื้องต้นจากรายงานผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการของ สตง. สรุปข้อเท็จจริงได้ว่า เป็นรายงานผลตรวจสอบ ผอ.ไทยพีบีเอส 2 ยุค รวมวงเงินประมาณ 5 พันล้านบาท ได้แก่ 1.“วิลาสินี พิพิธกุล” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส ระหว่างปีงบประมาณ 2565-2568 เสียหายอย่างน้อย 144,981,535 บาท และ 2.“วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” เป็น ผอ.ไทยพีบีเอส ปีงบประมาณ 2568-ปัจจุบัน เสียหายประมาณ 85,222,935 บาท

ในรายงานดังกล่าว พบปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณ 3 ส่วน ได้แก่

1.ค่าตอบแทนพิธีกร และผู้ดำเนินรายการ วงเงิน 125,428,901 บาท ที่พบว่า ไม่มีกฎหมาย หรือระเบียบรองรับการเบิกจ่ายที่ชัดเจนตามกฎหมาย

2.ค่าตอบแทนแขกรับเชิญ หรือผู้ร่วมดำเนินรายการ วงเงิน 88,935,568 บาท โดย สตง.เห็นว่า เป็นการใช้ดุลพินิจเรื่อง “ชื่อเสียง” เป็นหลัก โดยไม่มีหลักเกณฑ์ควบคุมระบบการจ่ายเงิน หรือระเบียบการจ่ายเงินที่ชัดเจน ทั้งที่ออกระเบียบใหม่มาในปี 2567 แต่กลับมีการอ้างถึงระเบียบเก่าในปี 2561 มาใช้

3.ค่าจ้างเอกชนผลิตรายการ คือ รายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” ที่ว่าจ้าง บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด ดำเนินการ จำนวน 10 ตอน วงเงินรวม 15,840,000 บาท ตกตอนละ 1.1 แสนบาท พบว่าเป็นการว่าจ้างแบบเฉพาะเจาะจง แต่ส่อขัดต่อหลักความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เนื่องจากไทยพีบีเอสนั้น มีศักยภาพในการผลิตรายการดังกล่าวอยู่แล้ว

ด้วยข้อกล่าวหาข้างต้น สตง.จึงมีมติให้ดำเนินการทางวินัย กับ ผอ.ไทยพีบีเอส จำนวน 2 คน และผู้บริหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่ภายใน อีก 10 คน

กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ “บริษัทสื่อ” ที่เข้ามารับงานแบบ “เฉพาะเจาะจง” อย่างน้อย 6 แห่ง รวมวงเงินประมาณ 223.28 ล้านบาท ได้แก่

1.บริษัท คน คม คิด จำกัด วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ พิธีกรข่าวชื่อดัง เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 50% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ทั้งถูกจ้างเป็นพิธีกรรายการ “คุยให้คิด” และผลิตรายการ อย่างน้อย 4 สัญญา รวมวงเงิน 2.2 ล้านบาท

2.บริษัท กาแฟดำ จำกัด สุทธิชัย แซ่หยุ่น นักข่าวอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้นใหญ่สุด 69% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ทั้งถูกจ้างเป็นพิธีกรรายการ “คุยให้คิด” และผลิตรายการ อย่างน้อย 27 โครงการ รวมวงเงินกว่า 26.23 ล้านบาท

3.บริษัท อัลคา ลิงค์ จำกัด “กรุณา บัวคำศรี” นักข่าวต่างประเทศอาวุโส เป็นกรรมการ และถือหุ้น 45% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 9 โครงการ (ผลิตรายการ Flashpoint จุดร้อนโลก และผู้ดำเนินรายการตอบโจทย์) รวมวงเงินกว่า 28.06 ล้านบาท

4.บริษัท อี เลิร์น จำกัด ศราวุธ เดชเสถียร และ นันท์วิสิทธิ์ ตั้งแสงประทีป อาจารย์ประจำหลักสูตรการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ และผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นกรรมการ ทำรายการ “Big Story เรื่องใหญ่ ThaiPBS” อย่างน้อย 17 โครงการ รวมวงเงินกว่า 119.68 ล้านบาท

5.บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักส์ชั่น จำกัด รุ่งทิพา ยงค์เจริญชัย ถือหุ้นใหญ่สุด 45% สุรัตน์ ม่วงศรี ถือรองลงมา 25% ปรีชา ยงค์เจริญชัย ถือ 15% และยศภัทร ยงค์เจริญชัย ถือ 15% เป็นคู่สัญญากับ “ไทยพีบีเอส” ในรูปแบบ “เฉพาะเจาะจง” ในการผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” รายการ “ทันโลกกับที่นี่ไทยพีบีเอส” รายการ “ฟังเสียงประเทศไทย” และรายการ “ห้องข่าวไทยพีบีเอส” อย่างน้อย 28 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 45.5 ล้านบาท

6.บริษัท พีจี ออนเวเคชั่น จำกัด ของ “วราวิทย์ ฉิมมณี” หรือ “จอร์จ” พิธีกรและผู้ดำเนินรายการชื่อดัง ปัจจุบันเพิ่งย้ายเข้าสังกัด “ไทยพีบีเอส” รับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการ “ตอบโจทย์” รายการสำคัญของช่อง เพิ่งก่อตั้งบริษัทสื่อของตัวเอง และได้รับงานจาก “ไทยพีบีเอส” ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง วงเงินกว่า 1.6 ล้านบาท เป็นระยะเวลาตามสัญญาประมาณ 4 เดือน

ขณะที่ “อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” รอง ผอ.ไทยพีบีเอส เคยชี้แจงตอนหนึ่งถึงการว่าจ้าง “พิธีกร” ระดับแม่เหล็กว่า “ไม่สามารถพูดได้ว่าสูงหรือต่ำ เหมือนเราจ้างดารามาแสดงหนัง ดารานำ ตัวประกอบ ไม่เหมือนกัน” จนโดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไปไม่น้อยก่อนหน้านี้

ลามไปถึง “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” ผอ.ไทยพีบีเอส คนปัจจุบัน ต้องให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อชี้แจงอีกหลายครั้ง รวมถึงหอบคณะเข้าไปชี้แจงต่อ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่มี “ลิซ่า” ภคมน หนุนอนันต์ โฆษกพรรค ปชน.เป็นประธานอีกด้วย

ความคืบหน้าล่าสุดเรื่องนี้ มีกระแสข่าวว่าบรรดา “บิ๊กเนม” เริ่มทยอย “ลาออก” เพื่อลดกระแสดังกล่าวลง

เริ่มจาก “เทพชัย หย่อง” อดีต ผอ.ไทยพีบีเอส ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้รับเงินเดือนละ 2.7 แสนบาท รวมถึงเป็นที่ปรึกษา ThaiPBS World มีรายงานว่า ได้แจ้งกับ “วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์” ผอ.ไทยพีบีเอสคนปัจจุบัน ขอพ้นจากตำแหน่งในเดือน ต.ค.นี้ ก่อนกำหนดสัญญาเดิมในวันที่ 31 ธ.ค. 2569

ถัดมา “ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์” อดีต ผอ.ไทยพีบีเอส ปัจจุบันเป็นโค้ชและฝึกอบรมเพื่อยกระดับงานข่าว ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1 แสนบาท จะลาออกจากตำแหน่งนี้ตั้งแต่ 1 พ.ย.เป็นต้นไป จากกำหนดสัญญาเดิมในวันที่ 31 ธ.ค.นี้

สำหรับ “ก่อเขต” เคยถูก สตง.เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ กรณีการใช้ “รถส่วนกลาง” ขององค์กร ทั้งที่ได้ค่ารถเหมาจ่ายไปแล้วตกเดือนละ 27,000 บาท แต่กลับเบิกรถส่วนกลางมาใช้ ประเด็นนี้ยังลามไปถึงระดับอดีตผู้ช่วย ผอ.และฝ่ายบริหารรวมแล้วกว่า 30 คน

นอกจากนี้รายการ “คุย ให้ คิด” ที่ดำเนินรายการโดย “สุทธิชัย หยุ่น-วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์-วีระ ธีรภัทร” จะดำเนินการทบทวนการต่อสัญญารายการนี้ภายในสิ้นปี 2569 (เดิมทำสัญญากับ บริษัท กาแฟดำ จำกัด ของ “สุทธิชัย” และ บริษัท คน คม คิด จำกัด ของ “วิสุทธิ์”) ขณะเดียวกันมีรายงานว่า “วีระ ธีรภัทร” พิธีกรรายการชื่อดัง จะยุติบทบาทกับรายการนี้ในสิ้นปี 2569 เช่นเดียวกัน

แต่คลื่นใต้น้ำภายใน “ไทยพีบีเอส” ยังก่อตัวแรง โดยเฉพาะพนักงานทั่วไปที่มิใช่ “รหัส 0” ว่ากันว่าออกแอ็คชั่นแสดงความไม่พอใจกับ “สมาพันธ์พนักงาน” ที่มัวแต่ปกป้องฝ่ายบริหาร และตัวบุคคล ทั้งที่ควรเป็นตัวแทนของ “คนส่วนใหญ่” ภายในองค์กร

พนักงานทั่วไปจำนวนไม่น้อยกังวลอยู่ 2 ประเด็นคือ

1.เรื่องการแก้ไขที่มารายได้ของ “ไทยพีบีเอส” หากฝ่ายการเมือง ฝ่ากระแสต้านจนผ่านมีผลบังคับใช้ อาจนำไปสู่การปรับลดวงเงินงบประมาณ และอาจต้องเลิกจ้าง “พนักงาน” จำนวนไม่น้อย

2.กรณีถูก สตง.ตรวจสอบพบการจ้าง “พีเอ็นวายฯ” ผลิตรายการ “ข่าวเจาะย่อโลก” โดยวิธีเฉพาะเจาะจง นับ 10 ปี โดยไม่มีระเบียบหลักเกณฑ์ ส่งผลให้องค์กรต้องชดใช้กว่า 85 ล้านบาท รวมถึงเอกชนรายอื่น ๆ ที่ “ผูกขาด” การผลิตรายการอีกด้วย

ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวภายใน “ไทยพีบีเอส” หลังถูกสังคมเข้าไปตรวจสอบ เปิดเปลือยการใช้วงเงินงบประมาณ “อาณาจักรสื่อสาธารณะ” จาก “ภาษีบาป” จนเข้าทาง “สีน้ำเงิน” สบช่อง หวังแก้กฎหมายเพื่อบริหารจัดการ “เงินก้อนใหญ่”