เกมน้ำเงินเดินหมาก‘4จังหวะ’ ขยับซักฟอกธ.ค. ยื้อ‘ดีล-ปรับครม.’ อัด‘ประชานิยม’ ขยี้ ‘คดี44สส.ก้าวไกล’ เปิดเกมรุกเขย่า‘ส้ม’
KEY POINTS
- บทความวิเคราะห์ไทม์ไลน์การเมืองเดือนธันวาคม ว่าฝ่าย "สีน้ำเงิน" (รัฐบาล) วางเกม 4 จังหวะเพื่อรับมือสถานการณ์
- จังหวะแรกคือการเลื่อนศึกซักฟอกออกไปเป็นช่วงหลังวันที่ 6 ธ.ค. เพื่อยื้อเวลาแก้ปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาล
- จังหวะที่สองคือการ "ยื้อดีล" เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี และการดึงพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจต้องเลื่อนออกไป
- จังหวะที่สามคือการผลักดันนโยบายประชานิยมเพื่อกลบจุดอ่อนและลดทอนน้ำหนักการอภิปรายของฝ่ายค้าน
- จังหวะที่สี่คือการเปิด "นิติสงคราม" โดยใช้จังหวะที่คดีของ 44 อดีต สส. พรรคก้าวไกล (ฝ่ายส้ม) กำลังถูกไต่สวน เพื่อ "ขยี้" และลดทอนพลังของพรรคฝ่ายค้าน
“เกมการเมือง” ยื้อยุดกันมาพักใหญ่ และยังมีทีท่าว่าจะยื้อกันเช่นนี้ไปถึงเดือนธ.ค. สะท้อนจาก“ศึกซักฟอก” ครั้งแรกใน “รัฐบาลอนุทิน2”
ล่าสุดมีความชัดเจนจาก “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล” ส่งสัญญาณรัฐบาลพร้อมรับศึกซักฟอกหลังวันที่ 6 ธ.ค.เป็นต้นไป
เป็นเช่นนี้แน่นอนว่า กระแสข่าว “ปรับครม.” โยงไปถึงข่าวคราวดึง “พรรคกล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล ที่ก่อนหน้ามีการโยนโจทย์ โดย “ผู้นำหลังม่านสีน้ำเงิน” ควบรวมพรรคเขียวเข้ากับ “พรรคน้ำเงิน” หากต้องการร่วมรัฐบาล
จากเดิมถูกคาดหมายว่า จะเห็นสมการชัดหลังศึกซักฟอก ภายใต้เงื่อนไข “ดีลแลกโหวต” อาจต้องเจอ “โรคเลื่อน” ตามไปด้วย
ไหนจะ “ข่าวปล่อย” ที่ถูกโยนหินถามทาง หากกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ซึ่งหมายรวมไปถึงการจัดสรรโควตารัฐมนตรี เป้าหมายปลายทางอาจไม่ใช่กระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในการดูแลของพรรคเพื่อไทย ดังที่พรรคเขียวเคยแสดงอาการขึงขัง อยากได้กระทรวงนี้ไปอยู่ในการครอบครอง
แต่อาจเบนเข็มไปที่เก้าอี้เสนาบดี กระทรวงสนามบินน้ำ ที่เวลานี้อยู่ในการดูแลของ “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์
คำยืนยันจากปาก “นายกฯหนู” ชิงสยบกระแสข่าวดังกล่าว “ถ้าเปลี่ยนศุภจี ก็คือ ต้องเปลี่ยนนายกฯ”
ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ภายใต้สารพัดเกมการเมืองที่กำลังยื้อยุดในเวลานี้ แน่นอนว่า “ศึกซักฟอก” ที่ถูกเลื่อนออกไปในช่วงปลายสมัยประชุมสภาฯ ในเดือนธ.ค.
นอกเหนือจากเหตุผลในเรื่อง “อีเวนต์รัฐบาล” ที่ถูกเซ็ทอัพไว้ล่วงหน้าไม่สามารถยกเลิกได้แล้ว ยังสะท้อนถึงสัญญาณของ “นายกฯอนุทิน” ที่กำลังเปิดเกม “ยื้อเวลา” เพื่อสางสารพันปัญหาภายใน “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่ยังจัดสรร “เฉลี่ยดุลอำนาจ” กันไม่ลงตัวอีกด้วย
จริงอยู่ภายใต้ “ดุลอำนาจ” ที่เบ็ดเสร็จของฝ่ายสีน้ำเงิน โดยเฉพาะหากได้กล้าธรรมเข้ามาเติมในสมการ จะทำให้เสียงรัฐบาลแข็งแกร่งทะลุ300เสียง ชนิดที่ว่า “เสียงโหวต” ขั้วฝ่ายค้านไม่สามารถทำอะไรระคายผิวรัฐบาลได้
ทว่าทั้งความอลหม่านปั่นป่วนภายในขั้วรัฐบาล ไหนจะประเด็นความเชื่อมั่นรัฐบาลที่เวลานี้ยังถูกกัดกร่อนจากสารพัดปมร้อน แถมถูกฝ่ายค้านชิงจังหวะหยิบไปขยี้แผลในสภาฯ ผ่านเวทีซักฟอก
แน่นอนว่า ระยะเวลาที่ทอดยาวออกไปอีก1เดือน อาจทำให้รัฐบาล รวมถึงตัว “นายกฯอนุทิน” ได้มีเวลาหายใจหายคอ เพื่อ “คิดมุกใหม่” มาแก้เกมและลดทอนน้ำหนักของเนื้อหาอภิปรายของฝ่ายค้านที่กำลังจะเกิดขึ้น
เหนือไปกว่านั้น ภายใต้ “วิกฤติความเชื่อมั่น” รัฐบาลที่ถูกกัดกร่อนในช่วงที่ผ่านมา จึงได้เห็นความพยายามในการแก้เกมด้วยการทยอยปล่อยบรรดา “ประชานิยมสีน้ำเงิน” หวังพลิกสถานการณ์ที่กำลังติดลบ ให้กราฟขยับหักหัวขึ้น
ไล่ตั้งแต่มติครม.เมื่อวันที่22ก.ย. ต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 ให้วงเงินคนละ 1,000 บาท ในเดือนต.ค.-พ.ย.2569
หรือล่าสุดวันที่27ต.ค. ซึ่งครม.ไฟเขียว โครงการโซลาร์ภาคประชาชน สำหรับบ้านอยู่อาศัย โดยจะเป็นการสนับสนุนค่าติดตั้งอุปกรณ์ 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด ตามที่กระทรวงมหาดไทย ที่อยู่ในการดูแลของพรรคภูมิใจไทยเสนอ
ที่สำคัญนโยบายดังกล่าวยังถือเป็น “เรือธงสีน้ำเงิน” ลำดับต้นๆ ซึ่ง “พรรคภูมิใจไทย” ประโคมโหมโรงมาตั้งแต่ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปี2569
ฉะนั้นต้องจับตาในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในเดือนธ.ค.ที่จะเป็นช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ รัฐบาลจะมีการปล่อยบรรดา “ประชานิยมสีน้ำเงิน” นโยบายใด เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ และเพื่อพลิกเกมฟื้นวิกฤติความเชื่อมั่นที่เสียให้กลับคืนมา
ยิ่งไปกว่านั้นไทม์ไลน์เดือนธ.ค. ยังต้องจับตาบรรดา “คดีร้อนการเมือง” ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะคดี “44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล” กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จำนวนนี้รวมไปถึง “คีย์แมนส้ม” ทั้ง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค รวมถึง สส.พรรคประชาชนในปัจจุบันรวม 10 คน
โดยเมื่อวันที่27ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นการไต่สวน พยานฝั่งป.ป.ช.ในฐานะ “ผู้ร้อง”เป็นนัดสุดท้าย
ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ “หมอเอก” เอกภพ เพียรวิเศษ อดีต สส.เชียงราย พรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ “ทนายบิลลี่” จิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ อดีต สส. กทม. พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย
เวิร์ดดิ้งสำคัญอยู่ที่ “เอกภพ” ซึ่งให้ข้อมูลต่อศาลคือ “มีสส.หลายคนไม่เห็นด้วย แต่พรรคยังคงยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาฯ โดยที่ตน และเพื่อนอีก 9 คน ไม่ได้ลงชื่อ”
ตามขั้นตอนในคดีดังกล่าวหลังจากนี้จะเป็นการไต่สวนพยานฝั่งผู้คัดค้านคือ “พรรคก้าวไกล” หรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน
โดยตามไทม์ไลน์ ฝั่ง “44 อดีต สส.”ได้ยื่นต่อศาลขอไต่สวนพยานจำนวน 60 ปาก รวม 17 นัด โดยจะเริ่มสืบพยานปากแรกในวันที่ 3 พ.ย. ปีนี้ และนัดไต่สวนปากสุดท้ายในวันที่ 18 พ.ค. 2570
แน่นอนภายใต้ “สัญญาณการเมือง”ที่กำลังยื้อยุด ขณะที่การวางหมากของ “อนุทิน” และ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” เห็นชัดถึงการวางเกม “4จังหวะ”
- จังหวะแรก เลื่อนซักฟอกออกไปในช่วงเดือนธ.ค.
- จังหวะสอง “ยื้อดีล” โยงกระแสข่าวปรับครม.และกระแสควบรวมพรรคเขียว-พรรคน้ำเงิน
- จังหวะสาม อัดประชานิยมกลบจุดอ่อน ลดทอนน้ำหนักเนื้อหาอภิปรายฝ่ายค้าน
- จังหวะสี่ เปิดศึกนิติสงครามชิงจังหวะที่ “คดีส้ม” กำลังเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ขยี้แผลพรรคประชาชน ย้อนเกล็ดลดทอนพาวเวอร์ในฐานะ “พรรคแกนนำฝ่ายค้าน”
ดังนั้นจึงต้องจับตาไทม์ไลน์ในเดือนธ.ค.ที่อาจจะได้เห็นหลากหลาย “ฉากต่อรอง” ภายใต้ไพ่ลับที่แต่ละฝ่ายซ่อนไว้ในมือ





