วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

กางกฎเหล็กควบรวมพรรค ยึดโมเดลขับ ‘งูเขียว’ ซบ 'น้ำเงิน'

พรรคกล้าธรรม (ค่ายเขียว) มีแนวโน้มจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ค่ายน้ำเงิน) แต่ติดปัญหาข้อกฎหมายพรรคการเมืองที่ห้ามควบรวมพรรคระหว่างสมัยประชุมสภาฯ

KEY POINTS

  • พรรคกล้าธรรม (ค่ายเขียว) มีแนวโน้มจะเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย (ค่ายน้ำเงิน) แต่ติดปัญหาข้อกฎหมายพรรคการเมืองที่ห้ามควบรวมพรรคระหว่างสมัยประชุมสภาฯ
  • ทางออกที่เป็นไปได้คือการใช้โมเดล "ขับ สส. ออกจากพรรค" โดยให้ สส. พรรคกล้าธรรมโหวตสวนมติพรรค เพื่อให้ถูกขับออกและสามารถย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยได้
  • การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อให้พรรคกล้าธรรมช่วยสนับสนุนรัฐบาล แลกกับการเข้าร่วมรัฐบาลและตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีในอนาคต

แรงบีบจาก “ครูใหญ่บุรีรัมย์” ประกาศิตแข็งกร้าว หาก “กล้าธรรม” จะร่วมรัฐบาล ต้องเข้าสังกัด “ภูมิใจไทย” เท่านั้น ตามลูกพลิ้วทางการเมืองทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ฉากหลบขอจบ “ศึกซักฟอก” เสียก่อน จะมีความชัดเจนว่า “พรรคกล้าธรรม” เข้ามาร่วมเป็นปึกแผ่นใน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” หรือไม่

โดย “อนุทิน” ระบุว่า “ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงไม่ควรสมมติไปก่อน รัฐบาลจะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน และประเทศชาติอย่างเต็มที่ ไม่ว่าใครจะเข้ามา อยู่ต่อ หรือเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม”

ท่ามกลางกระแสข่าวแรงสะพัดไปทั่วว่า หลังจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่ “ค่ายเขียว” อาจเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อ “ค่ายน้ำเงิน” เนื่องจากเป็น “ฝ่ายคอย” มานานกว่า 6 เดือน หลังจากโดน “ดัดหลัง” ตอนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 เพราะ “บิดดีล” ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. ทำให้หลายเขตเป้าหมายของ “ค่ายน้ำเงิน” ถูก “ค่ายเขียว” เจาะไข่แดงได้หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้บางส่วน

โดยเฉพาะการปล่อยรูปจังหวะพอเหมาะพอเจาะทางการเมือง “นายกฯอนุทิน” พร้อม “ชาดา ไทยเศรษฐ์” แกนนำพรรคภูมิใจไทยภาคกลาง ร่วมรับประทานอาหารกับ “ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า” สส.และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การเคาะวันซักฟอกอย่างเป็นทางการ ทำให้กระแสข่าว “เขียว” ผสม “น้ำเงิน” ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

ต้องไม่ลืมว่า “นักเลือกตั้ง” ส่วนใหญ่แทบจะ 100% ไม่มีใครอยากเป็น “ฝ่ายค้าน” เมื่อผลการเลือกตั้งจบลง แทบทุกคนอยากเข้าร่วมเป็น “รัฐบาล” เช่นเดียวกับ “ค่ายเขียว” ที่วาดหวังไว้ ได้เก้าอี้ สส.มากถึง 58 ที่นั่ง ย่อมคิดว่าตัวเองคือ “พรรคตัวแปรสำคัญ” ในสมการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้นการเป็น “ฝ่ายคอย” มานานกว่า 6 เดือน ย่อมไม่เป็นผลดี โดยเฉพาะกับ “ลูกพรรค” หลายคนที่ “ลงทุนลงแรง” หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ทว่ามีสัญญาณจาก “เมืองหลวงอีสานใต้” ส่งซิกมาว่า หาก “กล้าธรรม” จะเข้าร่วมรัฐบาล มีความจำเป็นต้อง “ควบรวม” เพื่อโยกย้ายศูนย์กลางอำนาจจาก “พะเยา” มาสู่ “บุรีรัมย์” เพียงแห่งเดียว เพราะ “ค่ายน้ำเงิน” ไม่ชอบใจนักที่จะมีฐานอำนาจหลายแห่ง ทำให้เรื่องนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือกันยังไม่สะเด็ดน้ำเท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ดีเมื่อกางกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองฉบับใหม่ การ “ควบรวมพรรค” แบบ “เบ็ดเสร็จ” อย่างที่ “คนภูมิใจไทย” หวังเอาไว้ อาจไม่ง่ายดายขนาดนั้น เพราะใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หมวด 9 การควบรวมพรรคการเมือง มี 4 มาตราคือมาตรา 96, 97, 98 และ 99

สรุปได้ว่า ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร จะมีควบรวมพรรคการเมืองที่มี สส.มิได้ และการควบรวมพรรคการเมืองกระทำได้เฉพาะเป็นการรวมกันเพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่

นั่นหมายความว่าการควบรวมแบบเบ็ดเสร็จ เหมือนโมเดล “ไทยรักไทย” เมื่อปี 2548 ไม่อาจเกิดขึ้นได้แน่นอน 100% เพราะขัดต่อตัวบทกฎหมาย เว้นแต่จะมีการ “ยุบสภาฯ” แล้วค่อยดำเนินการควบรวม แต่ก็ไม่ง่าย เพราะเมื่อควบรวมกันแบบเต็มตัว โดยไม่มีชื่อของ “กล้าธรรม” นั้น “ค่ายน้ำเงิน” จะต้องดำเนินการ “ตั้งพรรคใหม่” ขึ้นมา นั่นหมายความว่า อาจต้องมีการเพิ่มชื่อ-เปลี่ยนชื่อพรรคใหม่ไปด้วย ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นเช่นกัน

แล้วโมเดลไหนที่พอจะเป็นไปได้บ้าง น่าจะเหลือแค่โมเดลในยุค “พรรคพลังประชารัฐ” (พปชร.) เมื่อครั้ง “ผู้กอง” ยังนั่งเป็น “เลขาธิการพรรค” ที่โหวตสวนมติของพรรค จนสุดท้ายถูกกรรมการบริหารพรรคมีมติ “ขับ สส.ออก” ทำให้ต้องโยกย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ นั่นคือ “พรรคเศรษฐกิจไทย” ที่ต่อมาคือ “พรรคกล้าธรรม” ในปัจจุบัน

เรื่องนี้ “สติธร ธนานิธิโชติ” อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ชื่อดัง เปิดเผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” เอาไว้ตอนหนึ่งว่า คำว่าควบรวม เราพูดเป็นภาษาตามความเข้าใจ จริง ๆ กฎหมายพรรคการเมืองไม่ให้ควบรวมในสมัยของสภาฯ ที่สำคัญต่อให้ควบรวมได้ ยุบสภาแล้วควบรวม กฎหมายก็ห้ามควบรวมแบบกลืนกินเป็นพรรคเดียวกันไม่ได้

“สติธร” อธิบายว่า กฎหมายปัจจุบันบอกว่า ถ้าควบรวมกันแล้วต้องตั้งเป็นพรรคใหม่ โมเดลนี้ไม่เกิดอยู่แล้ว เพราะเขาเลือกใช้โมเดลหลบเลี่ยงข้อกำหนดในกฎหมาย ถ้าจะเลือกจริง ๆ ก็เลือกได้คือที่เคยทำอยู่แล้วเมื่อก่อน สมัยกับ พปชร. เช่น ซักฟอกรอบนี้ แต่งตัวซักนิดหนึ่ง ให้มีมติของพรรคว่าจะไม่ไว้วางใจ แต่ตอนซักฟอกกลับไว้วางใจกันให้หมด หลังจากนั้นจึงให้กรรมการบริหารพรรคห้มีมติขับ สส.ที่โหวตสวนมติออกจากพรรค พอถูกขับออก ก็ไปสังกัดพรรคใหม่ได้

“เรื่องนี้เคยทำมาแล้ว อย่างที่บอก อาจไม่ตื่นเต้น และมีความเสี่ยงว่า สมมติพรรคขับแล้ว จะไปพรรครัฐบาล แต่เขาไม่รับ ก็จะเก้อนิดหนึ่ง” สติธร ระบุ

ส่วนศึกซักฟอกรอบนี้ ดูเหมือนเป็นการทดลอง “รัฐบาลสูตรใหม่” หรือไม่ เพราะหลังจบเรื่องนี้ อาจมีโควตารัฐมนตรีใหม่มาเติม “สติธร” ระบุว่า เป็นจังหวะของการเมือง ยกตัวอย่าง ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างตัวนายกฯ กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รักกันมาตั้งแต่ยังเป็นผู้กองจริง ๆ

“สติธร” ยอมรับว่า เรื่องนี้เป็นเกมที่ไม่ให้คู่ต่อสู้ หรือเพื่อนกันเอง อาศัยจังหวะซักฟอกหักหลังกัน ก่อนหน้านี้มีข่าวเล่าข่าวลือต่าง ๆ มากมาย รัฐบาลไฟเขียวไฟแดงอะไรของเขา วิธีแบบนั้นเอาไว้ใช้ต่อรองในยามแบบนี้แหละ ในยามพรรคหลักอย่างภูมิใจไทย เผชิญอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านใจร้ายด้วย เลือกเฉพาะ ครม.ภูมิใจไทย ทำให้ต้องระแวงเพื่อไทยอีกว่าจะเอาอย่างไร แม้ตัวเลขภูมิใจไทย และรัฐบาลจะดูมั่นคง 290 กว่าเสียง และอีก 58 เสียงของพรรคกล้าธรรมรอบวก

“แต่ไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะถ้าเขาเกิดไม่ไว้วางใจภูมิใจไทยขึ้นมากลางงาน ก็เดือดร้อน สมมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ก็หลุดจากตำแหน่งเลย เพื่อไม่ให้พลิกเกมกันได้ในช่วงซักฟอก ก็ต้องทอดไมตรีไปที่พรรคกล้าธรรม ที่คอยมานานแล้ว มีความหวังนะ ตอนซักฟอกก็ช่วย ๆ กันให้เต็มที่ แล้วความหวังนั้นจะเป็นจริง” สติธร กล่าว

“สติธร” ประเมินถึงโอกาสการปรับ ครม.สีน้ำเงิน ว่า อย่างเร็วที่สุด น่าจะหลังปีใหม่ เพราะว่าถ้าเกิดอภิปรายก็ปลายเดือน ต.ค.แล้ว เกิดปรับ ครม.เลย สมมติพรรคกล้าธรรม ยกมือไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีทุกคนอย่างสวยงาม ทุกคนได้ 300 กว่าคะแนนหมด อีก 2 สัปดาห์ปรับ ครม.รับกล้าธรรมเข้ามา ดูต้อนรับขับสู้กันดีเกินไปหรือไม่ เป็นแผนจากการซักฟอกเกินไปหรือไม่ ดังนั้น ต้องดูจังหวะให้เหมาะสม

ส่วนจะเกลี่ยเก้าอี้ใหม่หมด หรือเติมเก้าอี้เฉพาะสัดส่วนของ “กล้าธรรม” นั้น “สติธร” มองว่า ถ้าเกิดเป็นปรับ ครม.เงื่อนไข 1 ปี แปลว่า จะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่อยู่ในโควตาภูมิใจไทยหลายคน แต่ในแง่ตัวเลขเชื่อว่าไม่ได้เปลี่ยนเยอะ ต้องยอมรับว่า โควตาของพรรคเพื่อไทย แตะยากหน่อย 

"แม้ว่าตัวหารจะเพิ่มมา 58 ที่นั่ง แต่เต็มที่อาจขอได้สัก 1-2 ตำแหน่ง ที่เหลือปรับพรรคกล้าธรรม 2 ตำแหน่งอาจน้อย อาจยอมตัดโควตาตัวเองไปเพิ่มให้ ดังนั้นบรรดารัฐมนตรีคนนอก มีภูมิคุ้มกันน้อยกว่าโควตาบ้านใหญ่ อาจร้อน ๆ หนาว ๆ หน่อย เพราะฉะนั้นต้องเร่งทำผลงาน แต่อย่างที่บอกโควตาคนนอกมีผลต่อภาพลักษณ์ต่อรัฐบาล"

ดังนั้นต้องจับหมากการเมืองของ “ค่ายเขียว” หลังจากนี้จะทำอย่างไรต่อ หากเกิดสถานการณ์ต้องโยกย้ายไปรวมกับ “ค่ายน้ำเงิน” จริง จะเลือกโมเดลแบบไหนออกมา รอดูกันต่อไป