”ผบ.ทอ“ จับตา - ตรวจสอบเจตนารมณ์ “ฐานบินจีน”ใน“ลาว” มองปมผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ- การเมือง ย้ำสัมพันธ์สองชาติ ทั้ง สหรัฐกับจีน ไทย“รักทั้งคู่”
ที่โรงเรียนนายเรืออากาศ นวมินทราธิราช พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) แถลงเจตนารมย์ผู้บัญชาการทหารอากาศปี 2570-2571 ตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค ต่างๆ ถือป็นความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ จากกรณีสงครามรัสเซีย-ยูเครน เป็นตัวเร่งให้กลุ่มนาโต้เพิ่มงบประมาณในการป้องกันประเทศ ทำให้การผลิตยุทธโธปกรณ์มีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การส่งกำลังบำรุงขาดความต่อเนื่อง
นอกจากนั้น จุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์เช่นช่องแคบ ฮอร์มุส มะละกา ไต้หวัน ล้วนเป็นปัจจัยซ้ำเติมวิกฤตที่เราเจอ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทำให้รัฐบาลต้องทบทวนขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองภายใต้ทรัพยากรที่เรามี
ขณะเดียวกันภัยคุกคามตามแนวชายแดนยังคงมีความต่อเนื่องและ มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงระบบขีปนาวุธ โดรน อากาศยานไร้คนขับ ปฏิบัติการคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งจากบทเรียนใช้กำลังตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นว่า การประเมินศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม มีใช้ทั้งอาวุธประหัตประหารและการใช้เทคโนโลยียุคใหม่ หากมีการใช้กำลังครั้งต่อไปฝ่ายเราจะปฏิบัติได้ยากขึ้น
ผลกระทบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือการขยายอิทธิพลของชาติมหาอำนาจ ที่ผ่านมาเราได้เห็นการก่อสร้างสนามบินที่ “บ้านเกิน ” (สปป.ลาว.)ในประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออก ได้เห็นการขยายอิทธิพลครอบงำประเทศเพื่อนบ้านรวมถึงการที่ได้เห็นการร้องขอความร่วมมือกับเราจากมหาอำนาจ ซึ่งเหล่านี้คือการขยายอิทธิพลเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ ซึ่งเราจะทำอย่างไรที่จะรักษาสมดุลการทูตฝ่ายทหารโดยร่วมมือกับกระทรวงต่างประเทศและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ไทยเดินหน้าพัฒนาต่อไปได้ โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะที่ลำบากเมื่อเกิดภัยสงครามหรือภัยพิบัติต่างๆ
ส่วนสถานการณ์ตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น กองทัพอากาศต้องปรับตัวในการบริหารงบฯกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มีขีดความสามารถในการดำรงตนเองและพัฒนาตนเองจนถึงการยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ภัยคุกคามจากแนวคิดใช้กำลังในรูปแบบใหม่เป็นการใช้เทคโนโลยีที่มีความหลากหลายเข้าถึงได้ง่ายทั้งยุทธปกรณ์ต้นทุนต่ำ โดรนโจมตีการรบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งสร้างผลกระทบสูงและ เกิดขึ้นในหลายมิติพร้อมกัน กองทัพอากาศจึงต้องพัฒนาขีดความสามารถทางเชิงรุกและเชิงรับ อย่างไรก็ตาม ความแตกแยกระดับภูมิภาคและเวทีโลกเกิดจากความกดดันของชาติมหาอำนาจในการรักษาผลประโยชน์ เราจึงต้องแสวงหาและสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่มีความจริงใจ
“เดือนกันยายนที่ผ่านมาสหรัฐฯประกาศว่าเป็นประเทศแรกที่ติดอาวุธในอวกาศ ซึ่งประเทศสหรัฐฯมีผลประโยชน์ในห้วงอวกาศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะดาวเทียม สตาร์ลิงค์นับหมื่นดวง และภายในปี 2530 จะมีถึง 4 หมื่นดวง นอกจากนั้นยังมีผลประโยชน์ที่เป็นทรัพยากรมากมายมหาศาล ดังนั้น เขาจึงต้องปกป้องด้วยกำลังทางทหารในอวกาศ เรากำลังจะได้เห็นสตาร์วอร์ หรือการรบทางอวกาศ และ อีกไม่นานก็จะได้เห็นการลงไปยังพื้นดวงจันทร์เพื่อตั้งอาณานิคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยต้องรู้เท่าทันและต้องรู้ว่าเราก็ต้องปกป้องทรัพยากรของเราเช่นกัน ซึ่งไทยเองก็มีดาวเทียมหลายดวงโดยกองทัพอากาศกำลังจะจะมีดาวเทียมนภา3 และ4 โดยจะร่วมกับเครือข่ายเอกชนให้มีความเข้มแข็งในการใช้ประโยชน์จากห้วงอวกาศของเรา”
ในด้านการต่างประเทศที่เราจะแสวงหาความร่วมมือด้านการข่าว นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเป็นพันธมิตร แต่ต้องไม่ถูกครอบงำ เป็นคู่แข่งแต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ เป็นเพื่อนต้องแสดงความจริงใจ เป็นศัตรูแต่ต้องปรับความเข้าใจกันได้ ดังนั้นกำลังเป็นคนที่ต้อง ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถมีทักษะการทูตฝ่ายทหารและทักษะด้านการข่าวคนเป็น ผู้ช่วยทูตทหารต่อไปจะไม่ใช่ปาร์ตี้ร้องรำทำเพลงอย่างเดียวแต่ต้องมีเครื่องมือที่ต้องไปแสวงหาข่าวด้วย รู้จักพิกัดที่สำคัญแสวงหาข้อมูลข่าวสารทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะเมื่อมีศึกสงครามจะได้มีข้อมูลในการนำมาใช้และเปรียบเทียบนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้อง รู้ เจตนารมย์ที่แท้จริงของฝ่าย
ผู้บัญชาการทหารทหารอากาศ ยัง กล่าวถึงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ ในการตั้งฐานบินในประเทศเพื่อนบ้านและการ ขอการสนับสนุนของมหาอำนาจต่อประเทศไทยว่า เป็นเรื่องที่ต้องคุยกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกระทรวงต่างประเทศ นโยบายรัฐบาล เพราะเราอยู่โดดๆไม่ได้ และยกประเทศหนีไม่ได้ จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ซึ่งก็มีหลายระดับ เช่นประเทศที่เราคบได้เฉยๆ ประเทศที่คุยกันได้แต่ตกลงกันไม่ได้ และประเทศที่เราจำเป็นต้องไปพูดคุยเพราะเรามีอำนาจต่อรองน้อย รวมถึงประเทศที่ไว้เนื้อเชื่อใจไม่ได้เลยโดยต้องระมัดระวัง ซึ่งถือเป็นเรื่องความเปลี่ยนแปลงในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมากในช่วง5-10 ปีที่ผ่านมา เพราะเราไม่ใช่ประเทศใหญ่หรือเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจต่อรอง เราจึงต้องเดินไปในทิศทางที่ประเทศชาติได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือผลประโยชน์ร่วมกัน issue benefit
“บางครั้งเราต้องยอมบางอย่างเพื่อให้ได้บางอย่างกลับมา บางครั้งเราก็ต้องขอบางอย่าง และต้องเอาบางอย่างไปแลก เราก็ต้องทำ ถ้าที่สุดแล้วมันคือผลประโยชน์ของประเทศชาติ ดังนั้นงานด้านต่างประเทศของกองทัพต้องสอดคล้อง และคู่กับนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ“
พลอากาศเอก เสกสรร ยังระบุว่า ถ้าพูดในมุมของเจตนารมณ์ด้านการเมือง ระหว่างไทยกับลาว ถือว่า อยู่เป็นมิตรประเทศที่ดีมาก เขาเป็นประเทศที่รักสันติ แต่เขาก็มีมุมที่ต้องพัฒนาเศรษฐกิจด้วย อย่างไรก็ตาม พลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง คงมาพร้อมๆกัน สิ่งที่เราทำคือดูและตรวจสอบจากภายนอก วิเคราะห์ท่าทีต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ประเทศลาว เรากำลังหมายถึงมหาอำนาจที่มีอิทธิพล ที่เข้ามาพัฒนาที่ตั้งฐานบินซึ่งอาจใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมืองและการทหารด้วย เราก็จะเฝ้าดู ซึ่งภัยคุกคามนั้น ไม่ได้หมายถึงการมียุทธปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่มีเจตนารมณ์ที่จะใช้ด้วยหรือไม่ บางประเทศไม่ได้มียุทธปกรณ์ที่ดีเลิศ แต่มีเจตนารมณ์ก็รบกันได้ เหมือนที่เราเจอกับกรณีไทยกับกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวถามว่า การวางตัวเป็นกลางระหว่างมหาอำนาจสหรัฐและจีนนั้นพลอากาศเอก เสกสรร กล่าวว่า ไม่มีคำว่าเป็นกลาง แต่เราจะรักษาสมดุลพร้อมยกตัวอย่างว่าเมื่อเรามีเพื่อนตัวใหญ่สองคน เรา ไม่ได้คบมุมเดียวกันทั้งสองคน แต่เลือกคบในมุมที่เป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย การที่มีผลประโยชน์ร่วมกันไม่เฉพาะในด้านการทหารแต่อาจจะมีด้านอื่นด้วยเช่น เศรษฐกิจ การเมือง เป็นเรื่องของรัฐบาลและประเทศชาติจะตัดสินใจว่าเราจะเลือกมุมไหนที่จะรักษาสมดุลนั้น ไทยไม่ได้มีปัญหากับใคร เพราะฉะนั้นดีที่สุดคือรักทั้งคู่




