เปิดพื้นที่ 5 จังหวัดนำร่องชายแดนไทย-กัมพูชา จัดส่ง ทหารผ่านศึกไปทำกิน แทรกซึม หาข่าว เป็นหูเป็นตา ปกป้องอธิปไตย
KEY POINTS
- การเปิดพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพในลักษณะ “หมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน” ความร่วมมือ กห.-พม.
- กลาโหม วางแนวทางดูแลพื้นที่ชายแดน ทั้งคงกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ในพื้นที่ควบคุม การเพิ่มมาตรการด้านกายภาพ
- คุณสมบัติเป็นทหารผ่านศึกที่จะเข้าร่วมโครงการ กำหนดให้มีอายุไม่เกิน 50 ปี ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง
องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (อผศ.) เดินหน้าสนับสนุนแนวทาง “บ้านมั่นคงชายแดน” ของกระทรวงกลาโหม ด้วยการจัดส่งรายชื่อทหารผ่านศึกจำนวน 5,000 ราย ซึ่งแสดงความประสงค์ขอรับการจัดสรรพื้นที่ทำกิน เพื่อให้กระทรวงกลาโหมนำไปพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ โดยกำหนดพื้นที่นำร่องใน 5 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ได้แก่ สระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ
แนวคิดสำคัญของโครงการไม่ได้มุ่งเฉพาะการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยหรือสร้างอาชีพให้กับทหารผ่านศึกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน โดยใช้การตั้งถิ่นฐานของประชาชนและการประกอบอาชีพในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความต่อเนื่องในการดูแลพื้นที่ ภายหลังสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดเหตุปะทะ 2 รอบ และมีการปรับกำลังเพื่อควบคุมพื้นที่ตามแนวชายแดนระยะทางประมาณ 789 กิโลเมตร
สถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงกลาโหมได้วางแนวทางการดูแลพื้นที่ชายแดนหลายด้าน ทั้งการคงกำลังเจ้าหน้าที่ไว้ในพื้นที่ควบคุม การเพิ่มมาตรการด้านกายภาพ เช่น การก่อสร้างรั้วถาวรในจุดที่มีการเข้าออกหนาแน่น รวมถึงการพัฒนาพื้นที่บางแห่งให้เกิดกิจกรรมและการสัญจรอย่างต่อเนื่อง เช่น คลองลึก จ.สระแก้ว และทมอดา จ.ตราด ขณะที่พื้นที่ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก มีแนวคิดในการพัฒนาเป็นพื้นที่ท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์และมีประชาชนเข้าไปทำกิจกรรมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
อีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดพื้นที่ให้ทหารผ่านศึกเข้าไปตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพในลักษณะ “หมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน” ซึ่งเป็นการนำภารกิจด้านสวัสดิการและการสร้างอาชีพมาผนวกเข้ากับการดูแลพื้นที่ชายแดน
ล่าสุด กระทรวงกลาโหมได้ประสานความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อจัดทำแผนบูรณาการด้านความมั่นคงแบบองค์รวม โดยกำหนดกรอบการดำเนินงานระยะ 5 ปี ระหว่างปี 2570-2574 ในระยะแรก ปี 2570 จะนำร่องใน 5 จังหวัด รวม 21 ชุมชน ได้แก่ สระแก้ว อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ
เป้าหมายสำคัญคือการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ลดความยากจน ส่งเสริมอาชีพ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ชายแดน โดยมีแนวคิดให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตเดินควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความมั่นคงคัดทหารผ่านศึกเข้าพื้นที่ ต้องผ่านเกณฑ์
สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการพิจารณาคุณสมบัติของทหารผ่านศึกที่จะเข้าร่วมโครงการ กำหนดให้มีอายุไม่เกิน 50 ปี ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เคยผ่านการปฏิบัติหน้าที่หรือการสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา และมีภรรยาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
นางพิราวรรณ เอี่ยมพาหล ผู้อํานวยการฝ่ายอาชีวะสงเคราะห์ องค์การทหารผ่านศึก เปิดเผยว่า
อผศ.ได้เปิดให้ทหารผ่านศึกแสดงความประสงค์ โดยในคำร้องสามารถระบุพื้นที่ที่ต้องการเข้าไปอยู่อาศัยและทำกิน เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง ทั้งนี้ พบว่าผู้ที่แสดงความประสงค์ไม่ได้มีเฉพาะผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 5 จังหวัดเป้าหมายเท่านั้น แต่ยังมีทหารผ่านศึกจากจังหวัดอื่นที่ต้องการเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดนด้วย เบื้องต้นในพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด มีเป้าหมายประมาณ 1,067 ราย
ขณะที่ อผศ.ได้รวบรวมและจัดส่งรายชื่อทหารผ่านศึกที่แสดงความประสงค์จำนวนประมาณ 5,000 ราย ให้กระทรวงกลาโหมและ พม. นำไปพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของโครงการการคัดเลือกจะต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาและการสัมภาษณ์ เพื่อประเมินทั้งคุณสมบัติ ความพร้อมในการประกอบอาชีพ ความเหมาะสมของพื้นที่ และความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความมั่นคง เนื่องจากแนวคิดของโครงการไม่ได้มองทหารผ่านศึกในฐานะผู้รับสิทธิด้านสวัสดิการเพียงอย่างเดียว แต่ยังคาดหวังให้เป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากพื้นที่กับภาครัฐ
"บทบาทดังกล่าวครอบคลุมถึงการเป็น “หูเป็นตา” ให้กับทางราชการในพื้นที่ชายแดน โดยนอกจากเรื่องการเฝ้าระวังการรุกล้ำอธิปไตยแล้ว ยังรวมถึงภัยความมั่นคงรูปแบบอื่น เช่น ยาเสพติด การพนัน และปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะมีการปลูกฝังอยู่แล้ว มันอยู่ในสายเลือดของทหารผ่านศึก ซึ่งเขาจะทําโดยอัตโนมัติ เขามีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่และมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ สามารถประสานงานกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ จึงถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกหนึ่งในการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐ"นางพิราวรรณ กล่าวและว่า
สำหรับการจัดสรรที่ดินให้ทหารผ่านศึก แบ่งออกเป็น 2 แนวทางสำคัญ ส่วนแรกเป็นโครงการนิคมของ อผศ. ซึ่งปัจจุบันยังมีนิคมที่ดำเนินการอยู่ 8 แห่งทั่วประเทศ โดยรูปแบบการให้สิทธิในที่ดินของแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน บางพื้นที่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ได้รับการจัดสรรได้ ขณะที่บางพื้นที่สามารถให้สิทธิเฉพาะการเข้าอยู่อาศัยและทำกิน รวมถึงสามารถส่งต่อสิทธิให้ลูกหลานได้ตามเงื่อนไข เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมายและการถือครองที่ดินของแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน
นอกจากนี้ อผศ.อยู่ระหว่างดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินเพิ่มเติมให้ทหารผ่านศึกในพื้นที่เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว เนื้อที่กว่า 400 ไร่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการและเสนอของบประมาณเพื่อจัดทำโครงการ ตัวอย่างพื้นที่ที่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแล้ว คือ นิคมคลองน้ำใส จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดเหตุปะทะในช่วงที่ผ่านมา
โดยพื้นที่ดังกล่าวมีเอกสารสิทธิในที่ดิน และ อผศ.เข้าไปส่งเสริมทั้งด้านอาชีพ การเกษตร และมีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่
รูปแบบดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นทั้งสวัสดิการและการสร้างชุมชน โดยทหารผ่านศึกได้รับการสนับสนุนทั้งที่ดินและที่อยู่อาศัยในบางพื้นที่ ขณะเดียวกันยังสามารถช่วยเหลือราชการในภารกิจด้านการสอดส่องดูแลพื้นที่และการปกป้องอธิปไตย
ส่วนที่สองคือโครงการ “หมู่บ้านมั่นคงชายแดน” ของกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการวางรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ พม. เนื่องจากเกี่ยวข้องกับงบประมาณ การพัฒนาที่อยู่อาศัย การจัดสรรที่ดิน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
"ที่ผ่านมา อผศ.ได้เข้าร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวแล้ว 2 ครั้ง และมีนโยบายในหลักการที่จะนำทหารผ่านศึกเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งชุมชน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ สิทธิในที่ดิน รูปแบบการสนับสนุน และจำนวนผู้ได้รับการจัดสรรยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง"นางพิราวรรณ กล่าว
ทั้งนี้แนวคิดการนำทหารผ่านศึกเข้าไปตั้งถิ่นฐานตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีพัฒนาการมาตั้งแต่ช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีต
ในเวลานั้นมีการจัดตั้งหมู่บ้านในพื้นที่ชายแดนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกด้านความมั่นคง และนำทหารผ่านศึกเข้าไปตั้งถิ่นฐาน เป็นหน่วยแทรกซึม ช่วยเหลือภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และหาข่าว โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่
จากแนวคิดดังกล่าวพัฒนามาเป็นระบบนิคมทหารผ่านศึก ปัจจุบันยังมีนิคมที่ดำเนินการอยู่ 8 แห่งทั่วประเทศ มีสถานที่ทำการและเจ้าหน้าที่คอยกำกับดูแล รวมถึงส่งเสริมอาชีพและดูแลสวัสดิการของสมาชิกในพื้นที่
สำหรับโครงการบ้านมั่นคงชายแดนในระยะใหม่ จึงเป็นการนำแนวคิดเดิมมาปรับให้สอดคล้องกับบริบทความมั่นคงและสภาพปัญหาในปัจจุบัน โดยไม่ได้มุ่งเฉพาะการป้องกันภัยทางทหาร แต่ขยายไปสู่การรับมือภัยความมั่นคงในหลายมิติ ทั้งยาเสพติด อาชญากรรม การลักลอบข้ามแดน และปัญหาความปลอดภัยของชุมชน
อย่างไรก็ตาม การนำประชาชนหรือทหารผ่านศึกเข้าไปตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดนยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน โดยเฉพาะการทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยก่อนการเข้าอยู่อาศัย
ขณะนี้กองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมพื้นที่ใน 5 จังหวัดนำร่อง ทั้งการสำรวจพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง การพิจารณาระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงแนวคิดการใช้เทคโนโลยี เช่น รั้วอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบเฝ้าตรวจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน
อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย เพราะพื้นที่ชายแดนบางส่วนอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหลายหน่วยงาน และแต่ละหน่วยงานใช้กฎหมายคนละฉบับ ทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรที่ดินและการพัฒนาชุมชน
ดังนั้น การผลักดัน “บ้านมั่นคงชายแดน” จึงต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ตั้งแต่การตรวจสอบสิทธิในที่ดิน การเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัย การจัดระบบสาธารณูปโภค การสร้างบ้าน การส่งเสริมอาชีพ ไปจนถึงการกำหนดบทบาทของสมาชิกชุมชนด้านความมั่นคง
ท้ายที่สุด โครงการระยะ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2570-2574 จะเป็นการทดสอบว่าแนวคิดการใช้ “คน” เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาพื้นที่ชายแดน สามารถเดินควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะใน 5 จังหวัดนำร่อง ซึ่งต้องเผชิญทั้งโจทย์ด้านที่ดิน ความปลอดภัย กฎหมาย และงบประมาณ
สำหรับทหารผ่านศึก โครงการนี้จึงมีความหมายมากกว่าการได้รับที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่ทำกิน เพราะเป็นการนำประสบการณ์และศักยภาพของอดีตกำลังพลกลับมาเชื่อมโยงกับภารกิจของรัฐปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยชายแดนอีกครั้ง และเป็นส่วนหนึ่งของกลไกดูแลชุมชนชายแดนในระยะยาว





