เปิดประวัติ เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีน ไล่ไทม์ไลน์โยกย้าย เข้ากรุกรมการปกครอง ท่ามกลางครหาเซ่นพิษการเมือง
กลายเป็นประเด็นร้อนท่ามกลางวิกฤติ “อุทกภัย” ใน จ.ปราจีนบุรี (น้ำท่วมปราจีนบุรี) พลันที่มีการโยกย้าย “เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ” นายอำเภอบ้านสร้าง ออกจากพื้นที่ โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) มีการพูดพาดพิงรุนแรงไปถึง “นายอำเภอบ้านสร้าง” น่าอับอาย ไม่ตั้งใจทำงาน เศร้าที่มีคนแบบนี้ในระบบการปกครอง พร้อมกับสั่งสอบสวนทางวินัย และทัศนคติ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
แต่ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง ทั้งเฟซบุ๊กส่วนตัวของ “เสฏฐวุฒิ” นายอำเภอบ้านสร้าง รวมถึงคนในพื้นที่ ปรากฎภาพและคลิปตัวเขาลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน แต่กลับ “โดนเด้ง” ด้วยข้อครหา “ไม่ตั้งใจทำงาน” ทำเอาคนในสังคม รวมถึงประชาชนใน จ.ปราจีนบุรี กังขากันเป็นแถบว่าการโยกย้ายครั้งดังกล่าว เป็นไปเพราะทำงานผิดพลาด หรือว่าเป็นเรื่อง “การเมืองการมุ้ง” กันแน่
ทั้งนี้ ปรากฏเอกสารที่มีการเผยแพร่ระบุว่า ผู้ลงนามในหนังสือเสนอให้พิจารณาย้าย “เสฏฐวุฒิ” ออกจากพื้นที่ คือ “วีระพันธ์ ดีอ่อน” ผู้ว่าฯปราจีนบุรีคนเดิม ที่เพิ่งเกษียณอายุราชการไปเมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยการลงนามคำสั่งนี้ ดำเนินการเมื่อ 30 ก.ย.เช่นกัน เท่ากับว่าเป็น “คำสั่งสุดท้าย” ก่อนเกษียณไป
โดยหนังสือที่ “วีระพันธ์” อดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ลงนามเมื่อ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา เสนอ “ด่วนที่สุด” เรื่องขอให้พิจารณาย้ายราชการ ถึงอธิบดีกรมการปกครอง ระบุเหตุผลว่า จ.ปราจีนบุรี เกิดสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยตั้งแต่วันที่ 22 ก.ย. 2569 ประชาชนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างทั้ง 7 อำเภอ
ทั้งนี้นายอำเภอ ในฐานะผู้อำนวยการอำเภอ มีหน้าที่บริหารจัดการเหตุสาธารณภัยภายในเขตอำเภอ แต่เห็นว่า เสฏฐวุฒิ ไม่ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานระดับจังหวัดในการบริหารจัดการเหตุสาธารณภัย ส่งผลให้การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ จึงขอให้กรมการปกครองพิจารณาให้ เสฏฐวุฒิไปดำรงตำแหน่งนอกพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี โดยเหตุผลดังกล่าวเป็นข้อกล่าวหาที่ระบุในหนังสือเสนอให้พิจารณาย้าย ยังไม่ใช่ผลการสอบสวนทางวินัยแต่อย่างใด
หลังจากนั้น “นฤชา โฆษาศิวิไลซ์” อธิบดีกรมการปกครอง ลงนามในคำสั่งกรมการปกครอง ลงวันที่ 6 ต.ค. 2569 เรื่องให้ข้าราชการช่วยราชการ ให้ “เสฏฐวุฒิ” ช่วยราชการกรมการปกครอง โดยมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ที่วิทยาลัยการปกครอง กรมการปกครอง เป็นการประจำ ตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค-5 พ.ย. 2569
นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มจากประชาชน-ข้าราชการในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี ที่ “มองคนมุม” กับ “อดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี” ที่สั่งโยกย้าย “นายอำเภอบ้านสร้าง” แม้แต่ “อดีตปลัดเก่ง” สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ถึงกับต้องโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงคำสั่งโยกย้ายครั้งนี้
“สุทธิพงษ์” ระบุว่า ข่าวของข้าราชการมหาดไทย ในการไม่ทุ่มเทการทำงาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน หรือประพฤติตัวไม่ดี นับเนื่องตั้งแต่ผมเกษียณอายุราชการ (1 ตุลาคม 2567) ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ แต่ผมไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตำแหน่งทางราชการมีคนมาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณไปพร้อมคน (ยกเว้นจะมีการยุบเลิกไป)
แต่สำหรับ “เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ” ท่านนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกคนระดับนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ตำหนิหรือด่าอย่างรุนแรง ต่อสาธารณชน ตามที่เป็นข่าว นั้น ประหลาดใจและไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า นายอำเภอที่เคยได้รับการยกย่องว่าทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (เมื่อปี 2566 ถ้าจำไม่ผิด ) จะเป็นอย่างที่ถูกตำหนิเช่นนี้ ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่นอน
“ก็ได้แต่หวังว่าท่านอธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอ จะช่วยกันแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง และแสดงตนเป็นนักปกครองที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ต้อง“ปกป้องดูแล”ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อที่ท่านจะได้“ครองใจ”น้องๆที่เสียสละตนทำหน้าที่“บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้พี่น้องประชาชน ทำตนเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” อดีตปลัดมหาดไทย ระบุ
“สุทธิพงษ์” ระบุด้วยว่า กรณีของท่านนายอำเภอ “เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ” นั้น ผมในฐานะคนนอกที่เชื่อมั่นอยู่เสมอว่าน้องๆนายอำเภอ และคนมหาดไทยทุกคน ยามที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์จากสาธารณภัยใดๆ ไม่มีวันที่พวกเราจะทอดทิ้งประชาชนแน่ แต่เมื่อเป็นคนนอกก็ต้องทำใจให้สงบ รอผู้มีอำนาจที่เป็นผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอได้กรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และหวังว่าคุณงามความดีของท่านนายอำเภอในอดีตที่อยู่ในขั้นดีเด่นอยู่แถวหน้าของนายอำเภอทั้งประเทศจะยังคงอยู่ประดุจเกลือที่รักษาความเค็ม ไม่เป็นเช่นที่ถูกตำหนิ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นข้าราชการของท่านนายอำเภอจะได้รับกลับคืนมาด้วย
สำหรับ “เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ” คือลูกหม้อในมหาดไทยมาแต่เดิม เติบโตผ่านสายงาน “การปกครอง” มาต่อเนื่อง เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอระโนด จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่บ้านเกิด ก่อนจะไปเติบโตเป็นนายอำเภอคลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา (ประเภทอำนวยการระดับต้น) ในช่วงเวลานั้น ได้รับคำชื่นชมและจับตาอย่างมาก ในการวางระบบฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดให้ประชาชนอย่างทั่วถึงในยามวิกฤติ
หลังจากนั้นได้รับความไว้วางใจ เมื่อ 3 ก.พ. 2565 ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งนายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี (ประเภทอำนวยการระดับสูง) โดยระหว่างดำรงตำแหน่งใน อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ได้ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย สื่อสารและรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนโดยตรง มีการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนได้รับความชื่นชมจากประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ และปัญหาอุทกภัยล่าสุดในปัจจุบัน
นอกจากนี้ “เสฏฐวุฒิ” ยังมีบทบาทสำคัญ ในการทำงานเชิงรุก ป้องปราม “กลุ่มทุนเทา” ในการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี อีกด้วย
ล่าสุด “พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย (มท.2) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำสั่ง มท.โยกย้าย “เสฏฐวุฒิ” ดังกล่าว ว่า ฟังจาก ชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าฯปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าฯปราจีนบุรี นายก อบจ.ปราจีนบุรี และผู้นำท้องถิ่นในปราจีนบุรี ทุกคนรายงานเหมือนกันหมดเกี่ยวกับนายอำเภอบ้านสร้าง
“พลพีร์” ยอมรับว่าเขาเป็นคนรายงานนายกรัฐมนตรี ว่าเราได้รับรายงานอย่างนี้มาจากจังหวัด เป็นการรายงานด้วยวาจา พอมีคำสั่งของอธิบดีกรมการปกครอง เพิ่งไปเห็นว่า “วีระพันธุ์ ดีอ่อน” อดีตผู้ว่าฯปราจีนบุรี ได้ทำหนังสือตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.แล้ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องเค้าโครงเดียวกันหมดในการตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชา คือผู้ว่าฯ ณ วันนั้นและรองผู้ว่าฯ ที่รักษาราชการแทนผู้ว่าฯ เป็นทำนองเดียวกัน
“ผมเข้าใจว่าที่นายอำเภอบ้านสร้างเป็นผู้ที่ทำโซเชียลมีเดียได้ดี ประชาชนจะเห็นวิธีการปฏิบัติหน้าที่ในสื่อออนไลน์ แต่ในเชิงการปฏิบัติหน้าที่หน้างาน การสื่อสาร หรือการสนองนโยบาย ไม่ได้เป็นไปตามโซเชียลมีเดีย ซึ่งผู้ว่าฯ ณ วันนั้นและรองผู้ว่าฯ มีความคิดเห็นเดียวกัน อยากให้นายอำเภอออกจากพื้นที่ก่อน จะเอาปลัดอำเภอ ไปปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชน” พลพีร์ กล่าว
มท.2 ระบุอีกว่า ในเมื่อหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นผู้บังคับบัญชา มีความเห็นเป็นแบบนั้น พอรักษาราชการมาก็ยังมีความคิดเห็นเป็นอย่างนั้น ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นก็ยังมีความคิดเห็นเป็นอย่างนั้น จึงเป็นเรื่องที่ทำให้อธิบดีกรมการปกครองได้เชิญนายอำเภอออกจากพื้นที่ไปก่อน และตนเป็นผู้รายงานนายกฯ เอง แต่ ณ วันที่รายงานนายกฯ คำสั่งได้ออกไปแล้ว
ดังนั้นนายกฯ ไม่ใช่เป็นคนไปสั่งอธิบดีกรมการปกครองในการให้ย้ายนายอำเภอ อย่างใดเลย และหลังจากอธิบดีกรมการปกครองลงนามในหนังสือ เราเพิ่งไปเห็นว่ามีจดหมายของอดีตผู้ว่าฯ แสดงว่าอธิบดีกรมการปกครองรู้อยู่แล้ว ตนคิดว่าอธิบดีฯ ก็รอดู หากผู้ว่าฯเกษียณไปแล้ว จะมีเนื้อหาหรือพฤติกรรม หรือรายละเอียดอื่นๆ แตกต่างไปหรือไม่ ซึ่งก็ปรากฏว่าไม่มี จึงเป็นที่มาการลงนามในหนังสือเพื่อเอานายอำเภอออกจากพื้นที่ก่อน
“พวกผมอาจจะลงพื้นที่ไปวันสองวัน หรือวันนึง 5 ชั่วโมง เราอาจจะไม่เห็นพฤติกรรม หรือวิธีการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เท่ากับผู้บังคับบัญชาในพื้นที่จริง ฉะนั้นเราเชื่อใครไม่ได้ ยกเว้นผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ เพราะเขารายงานมาอย่างไรก็ควรจะเป็นอย่างนั้น และคงไม่มีเหตุผลอะไรที่อดีตผู้ว่าฯปราจีนและรองผู้ว่าฯ ที่จะรายงานเท็จในกรณีอย่างนี้ ในเมื่อมีภัยและอุทกภัยอยู่ ประชาชนยังเดือดร้อน ผมคิดว่าถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ คงไม่ทำรายงานขึ้นมาแบบนี้” พลพีร์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสการโยกย้ายดังกล่าวในโซเชียลมีเดียรุนแรง พลพีร์ กล่าวว่า เราต้องมาคิด ยกตัวอย่างถ้าเราลงไปปฏิบัติหน้าที่ เหรียญมีสองด้านเสมอ โลกความเป็นจริงกับโลกออนไลน์ อาจจะแตกต่างกัน ก็ขอช่วยเหลือประชาชนหน้างาน ซึ่งโซเชียลมีเดียก็เป็นอีกหนึ่งวิธีการสื่อสารสองทาง คือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน อาจมีข้อความมา และผู้ที่ไปปฏิบัติหน้าที่ ก็อาจจะนำเสนอตัวเองในการช่วยเหลือประชาชนอย่างไร เหรียญมี 2 ด้าน
"ผมคิดว่าระดับ ซี 10 ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าฯ เป็นผู้บัญชาการในพื้นที่เกิดเหตุ เขาคงวิเคราะห์ คำนวณ และมีรายละเอียดเพียงพอ ถึงได้มีหนังสือขึ้นมา ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการลงโทษ ถ้าผู้บังคับบัญชาคิดว่าเนื้อหาในการปฏิบัติหน้าที่อาจไม่เพียงพอต่อนโยบายที่ผู้ว่าฯทำ ขอแค่ย้ายออกมาก่อน และเอาคนที่คิดว่าน่าจะสนองต่อนโยบายได้ดีลงไปปฏิบัติหน้าที่ อย่างที่นายกฯ ได้เรียนเมื่อวานถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนถามพยานหลักฐาน หากนายอำเภอไม่ทำผิดอะไรก็กลับไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม"
ส่วนกรณี สุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย โพสต์มาปกป้องเสฏฐวุฒินั้น พลพีร์ กล่าวว่า มหาดไทยมีเรื่องการบำบัดทุกข์บำรุงสุขอยู่แล้ว ที่จริงก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจ ข้าราชการระดับนายอำเภอ มีรายงานอะไรแบบนี้ขึ้นมา ถ้าเป็นตนไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้แล้วพี่ๆน้องๆภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย อาจจะมีพฤติกรรมแบบนี้ตามรายงานจริง ตนก็ตกใจเช่นกัน เพราะมีอุทกภัยประชาชนเดือดร้อนวงกว้าง เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เราควรจะเป็นตัวแทนในการไปบำบัดทุกข์บำรุงสุขช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด
เมื่อถามว่ามีเสียงสะท้อนจากประชาชน จ.ปราจีนบุรี ค่อนข้างสนับสนุนเสฏฐวุฒิ พลพีร์ กล่าวว่า จริงๆมี 2 ด้าน ภาคเอกชนก็มาบอกว่าการบริหารจัดการน้ำไม่ดี การดูแลประชาชนในบางส่วนก็อาจจะไม่ดี ตนดูสัมภาษณ์ทีวีช่องหนึ่งเขาบอกเห็นนายอำเภอในออนไลน์ แต่ยังไม่เห็นตัวจริง เรื่องราวมันมีทุกแบบ แล้วเหรียญอาจจะไม่ได้มีแค่ 2 ด้านด้วย อาจจะมีมุมทะแยง มุมขวางหรือมุมอะไรอีก อยู่ที่ว่าเราจะรับฟังอะไร แต่วันนี้เราจะไม่รับฟังผู้ว่าฯ และรองผู้ว่าฯ คงไม่ได้ ซึ่งเขาเป็นผู้บังคับบัญชา เมื่อมีการรายงานมาทางกรมก็ต้องพิจารณา ตามเนื้อบทของเอกสาร คงไม่ใช่ว่ามีรายงานมาแล้วต้องไปไถโซเชียลดูว่าวิธีการทำงานคืออะไร คอมม้นท์คืออะไร ตนคิดว่าทุกคนมีวุฒิภาวะเพียงพอ ในการรายงานขึ้นมา เรื่องแบบนี้คงไม่มีรายงานเท็จ
เมื่อถามว่ามีข่าวในพื้นที่ว่านายอำเภอบ้านสร้างมีประเด็นขัดแย้งกับอดีตผู้ว่าฯ เรื่องให้ทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่ มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้หรือไม่ พลพีร์ กล่าวว่า ถ้ามีข้อมูลมาเราต้องตรวจสอบอยู่แล้ว แต่โดยส่วนตัวสิ่งที่ได้รับรู้มา ตนก็ยังไม่ปักหลักว่าจริงหรือไม่ เพราะรองผู้ว่าฯที่ขึ้นมารักษาการก็รายงานทำนองเดียวกันกับอดีตผู้ว่า รวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างนายกอบจ.เมื่อเจอตนก็รายงานทำนองเดียวกัน อย่างเมื่ออบจ.จะลงไปก็มีการประสานงานที่ดีไม่เพียงพอในการช่วยเหลือประชาชน ฉันนั้นต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าการสั่งย้ายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง พลพีร์ กล่าวว่า ไม่มีการเมืองอยู่แล้วเพราะเป็นการรายงานมาจากจังหวัด และมีเอกสารจากอดีตผู้ว่าฯชัดเจน และรายงานจากรองผู้ว่าฯก็ชัดเจน ถ้ามีการสอบจริงๆทุกคนที่เกี่ยวข้องต้องมาให้ข้อมูล วันนี้เราไม่มีการเมืองอยู่แล้ว
ทั้งหมดคือไทม์ไลน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโยกย้าย “เสฏฐวุฒิ” นายอำเภอบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ในตอนนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ “ขั้วการเมือง” เขย่า “กระทรวงคลองหลอด” จนอาจลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายภาคหน้าได้





