ภูมิใจไทย เสนอกฎหมายใหม่ ลงโทษ "คนทุจริตสอบ" หวังตัดตอน "คนโกง" ไม่ให้เข้าสู่ระบบราชการ ทว่าถูกตั้งคำถามว่า การลงโทษ แถวหนึ่ง-แถวสอง เท่านั้น เป็นการตัดตอนใครหรือไม่
KEY POINTS
- พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างกฎหมายใหม่เพื่อเอาผิดผู้ทุจริตการสอบเข้ารับราชการโดยเฉพาะ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของสังคมหลังเกิดกรณีทุจริตสอบท้องถิ่น
- สาระสำคัญของกฎหมายคือการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง เช่น จำคุกสูงสุด 15 ปี ปรับสูงสุด 3 แสนบาท และเพิ่มโทษสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องเป็น 2-3 เท่า
- มีการตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจมุ่งเน้นเอาผิดเฉพาะผู้เข้าสอบและเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ แต่อาจไม่สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้
พรรคภูมิใจไทย โดย “ศุภชัย ใจสมุทร” ยื่นเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร
ในเหตุผลของการเสนอร่างกฎหมายถูกอธิบายไว้ว่า เพื่อให้มีกฎหมายเฉพาะเพื่อไว้เอาผิดกับ “ผู้ทุจริตสอบบรรจุ หรือแต่งตั้งเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”
อีกทั้งเพื่อแสดงให้เห็น “สังคม” เห็นว่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” เอาจริงต่อการปราบโกง-กระบวนการทุจริตสอบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นฉาว “โกงสอบท้องถิ่น” ที่แม้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จะบัญชาการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จน “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” (สถ.) ออกคำสั่งเพิกถอนและยกเลิกการบรรจุแต่งตั้งบุคคลเป็นราชการที่ถูกสอบว่าพัวพันการโกงเกือบ 4,000 ราย และมีบุคคลที่อยู่ในข่ายถูกตรวจสอบในฐานะ “ตัวการ” อีกหลายราย
ขณะเดียวกันได้ตั้ง “คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568” มอบหมาย “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นั่งหัวโต๊ะตรวจสอบ ทว่าในผลสอบของชุด “รองนายกฯ ปกรณ์” ระบุได้เพียงว่า “กระบวนการบกพร่อง”
ทำให้สังคมยังคลางแคลงใจต่อ “รัฐบาล-สีน้ำเงิน” เพราะส่วนหนึ่งถูกคาดหวังว่า อย่างน้อยเมื่อ “นายกฯ” ลงมือสั่งการเอง ต้องเจอตัวการใหญ่ ทั้งข้าราชการระดับสูง และฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง แต่ความคาดหวังของสังคมไม่ปรากฏผลว่าเป็นความจริงสักที
ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่ “พรรคภูมิใจไทย” เสนอร่างกฎหมายเพื่อเอาผิดคนโกงสอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่หวังผลตรงประเด็น จึงเป็นสิ่งที่ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากสังคมว่า “รัฐบาล-อนุทิน” เอาจริงเอาจังกับเรื่อง “โกงสอบ” มากขนาดไหน
กับเนื้อหาของร่างกฎหมายที่ปรากฏในชั้นรับฟังความเห็น มีทั้งหมด 15 มาตรา โดยสาระสำคัญ คือการลงโทษคนโกง และผู้ร่วมขบวนการ อย่างรุนแรงทั้งจำคุก และปรับ แบ่งเป็น
1. ทุจริตสอบ โดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขการสอบ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 หมื่น หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. เข้าสอบแทนผู้อื่น จำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
3. การให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดเพื่อให้สอบได้โดยทุจริต จำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
4. กรณีที่ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อให้สอบได้โดยทุจริต จำคุก 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ที่ได้จากการทำผิดให้ “ริบเสียให้สิ้น”
5. กรณีที่ผู้ใดข่มขืนใจ หรือขู่เข็ญผู้อื่นให้จำยอมร่วมทุจริตสอบ รวมไปถึงใช้กำลังประทุษร้าย เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน จำคุก 15 ปี ปรับ 3 แสนบาท และ 6. ล่วงรู้ข้อสอบหรือคำตอบแล้วเปิดเผยก่อนการสอบ ไม่ว่าจะได้ประโยชน์หรือไม่ จำคุก 15 ปี ปรับ 3 แสนบาท และให้ริบทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้จากการทำผิดด้วย
ขณะที่ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้าง ที่มีส่วนร่วมทำผิด ไม่ว่าจะฐานะผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ให้ถือเป็นความผิดและต้องได้รับโทษหนักขึ้นอีก 1 เท่า และหากเป็นผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบการสอบ ต้องรับโทษหนักขึ้นอีก 2 เท่า และถือว่าเป็นความผิดวินัยร้ายแรง และให้ไล่ออกจากราชการ
กับการสอบบรรจุนั้น กำหนดคำนิยามให้รวมถึงสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ หรือแต่งตั้งเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และยังรวมถึงการสอบวัดระดับความรู้ความสามารถ หรือประเมินผลในหลักสูตรการเรียนการสอน และการฝึกอบรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานของรัฐที่ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินด้วย
ขณะที่องค์กรที่มีหน้าที่สืบสวน สอบสวน ร่างกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมกับกำหนดให้สอบสวนโดยเร็ว เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า กระทำผิด
พร้อมกันนั้นร่างกฎหมายยังขยายการบังคับไปยัง “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” ที่ให้สอบบรรจุ สั่งยุติการสอบบรรจุไว้ชั่วคราว จนกว่า ป.ป.ท. ป.ป.ช. และ ปปง. จะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนสอบสวน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีบทตัดสิทธิ์ “คนทุจริต-โกงสอบ” รับราชการ และปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐทุกแห่ง
ในเนื้อหาของร่างกฎหมาย พบว่าเขียนบทนิยามให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานของรัฐ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมถึงรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานอื่นของรัฐ สำหรับการรับฟังความเห็นที่เปิดให้รับฟังเป็นวันแรก เมื่อ 6 ตุลาคม พบว่า ผู้ที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย มีสัดส่วนที่เท่ากัน
ทว่าในระหว่างการรับฟังความเห็นยังพบการตั้งคำถามว่าจะบังคับใช้ได้จริง เพื่อเอาผิด “คนโกง” รวมถึง “ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ พนักงาน” ที่มีส่วนรู้เห็น หรือเอื้อให้เกิดการโกงสอบ ได้มากน้อยแค่ไหน
ที่สำคัญ ในร่างกฎหมายเขียนให้เอาผิด “คนสอบ-เจ้าหน้าที่” ส่วนคนเบื้องหลัง ไม่มีบทบัญญัติใดที่เชื่อมโยงเพื่อเอาผิด คล้ายกับตัดตอนวงจร-ขบวนการโกงสอบที่ปัจจุบัน มีส่วนที่วิจารณ์ไปถึง “ตัวการใหญ่-นักการเมือง” ที่ไม่มีหน่วยงานใดกล้าขุดลงไปให้ถึงราก
ดังนั้นต้องจับตาให้ดี ในวันที่ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าสภาฯ เพราะร่างกฎหมายไม่ถูกตีตราว่าเป็นกฎหมายการเงิน ดังนั้นหลังจากครบกำหนดรับฟังความเห็น ในวันที่ 20 ตุลาคม ตามกระบวนการต้องส่งให้เข้าสู่การบรรจุวาระพิจารณาของสภาฯ ทันที
ท้ายที่สุดแล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้จะสามารถ “เชือดคนโกง” ได้จริงมากน้อยเพียงใด จึงไม่ได้อยู่ที่บทลงโทษที่กำหนดไว้หนักหน่วงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบังคับใช้ว่าจะสามารถสาวไปถึง “ผู้ร่วมขบวนการ” และ “ตัวการใหญ่” ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตสอบได้หรือไม่
เพราะนั่นจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การผลักดันกฎหมายของ “พรรคภูมิใจไทย” จะช่วยล้างมลทินจากปม “ทุจริตสอบ” และเรียกความเชื่อมั่นจากสังคมได้จริง หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งกฎหมายที่เอาผิดได้เฉพาะปลายเหตุเท่านั้น





