‘ศิริกัญญา’ ชี้งบกลาง 1 แสนล้านเยียวยา SME ยังไร้ปัญหา ห่วงรายได้รัฐปี 70 ไม่เข้าเป้า เซ่นภัยพิบัติ จี้รัฐบาลเปิดสัญญากรมธรรม์กองทุนภัยพิบัติ หลังเตรียมประกาศใช้
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ที่รัฐสภา ภายหลังการประชุม "ครม.เงา" ของพรรคประชาชน (ปชน.) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.กล่าวถึงการเยียวยา SME กรณีรัฐบาลพยายามผลักดันงบกลางและการจัดเก็บรายได้ หากจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าว่า ขณะนี้เพิ่งเริ่มปีงบประมาณ 2570 และงบกลางที่จะจัดสรรไปเป็น 100,000 ล้านบาท จึงคิดว่าไม่มีปัญหาแน่นอนในเรื่องการใช้คำพูดว่างบประมาณไม่เพียงพอในการจัดสรรเยียวยา โดยต้องรอดูการจัดการผ่านการทำกองทุนภัยพิบัติว่าจะได้ผลอย่างไร เพราะจนถึงทุกวันนี้ที่บอกว่าจะเริ่มใช้ ยังไม่เคยมีใครเห็นสัญญากรมธรรม์ว่ามีรายละเอียดอย่างไร กระบวนการชดเชยจะเป็นอย่างไร และครอบคลุมใครบ้าง
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รัฐบาลประกาศไปแล้วว่ากองทุนดังกล่าวกำลังจะมีผลใช้ จึงขอให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยตัวสัญญากรมธรรม์ว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร สิทธิประโยชน์ที่จะชดเชยมีหน้าตาเป็นอย่างไร มีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร และสรุปแล้วมีบริษัทประกันภัยรายใดบ้างที่เข้ามารับช่วงต่อในการประกันรอบนี้ เพราะยังไม่เคยได้รับรายละเอียดในส่วนนี้ โดยยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องงบประมาณแน่นอน
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจ หลังเมื่อวานนี้มีการอภิปรายในวุฒิสภา น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ยังเห็นว่ามีความเสี่ยงในเรื่องการจัดเก็บรายได้ไม่เข้าเป้า เพราะหากภัยพิบัติเป็นแบบนี้ เศรษฐกิจก็จะมีการชะลอตัว ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้
น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ประเด็นที่ สว.พยายามนำเสนอคือในปี 2571 ตามกรอบระยะปานกลางที่รัฐบาลพยายามวางแผนมาตั้งแต่ปี 2568 โดยรองนายกรัฐมนตรีคนเดิม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะมีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีกต่างหาก ซึ่งตนเองได้รับการยืนยันหลายรอบว่าทางรัฐบาลยังคงยึดตามแผนเดิมว่าจะมีการจัดเก็บแน่นอนในปี 2571 หากเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ดี
“อันนี้ก็ต้องได้รับคำยืนยันกับฝ่ายรัฐบาลมากกว่าว่า สถานการณ์เป็นแบบนี้ มองไปข้างหน้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ ทางรัฐบาลจะยังคงยึดตามแผนเดิมที่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในปี 2571 ที่ 1.5% หรือไม่” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว
- ครม.เงาส้ม ชงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกร หลังโดนอุทกภัยหนัก
นอกจากนี้ที่ประชุม "ครม.เงา" ยังติดตามปัญหาอุทกภัยในภาคส่วนด้านการเกษตร ที่ได้รับผลกระทบ โดยนายเดชรัต สุขกำเนิด ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามสถานการณ์น้ำของพรรคประชาชน กล่าวเสนอแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกร ว่า รอบนี้น้ำท่วมในพื้นที่เกษตรกรรม 1.74 ล้านไร่ และมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบมากกว่า 1.5 แสนราย ปศุสัตว์เองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน สัตว์ปีกได้รับผลกระทบ 12 ล้านตัว สุกรมีความเสียหายกว่า 70,000 ตัว การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็มีผลกระทบกว่า 50,000 ไร่ ซึ่งความเสียหายเหล่านี้จะต้องทำโรงเรือนใหม่ปลูกต้นใหม่
ซึ่งเกษตรกรกังวลอยู่ 4 เรื่องคือ
1. การเยียวยาตกหล่น เพราะไม่มีเล่มเขียวไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือขึ้นทะเบียนไม่ครบถ้วน
2. ความล่าช้าของกระบวนการภาคเกษตรที่ใช้เวลาหลายเดือน เราต้องเดินสำรวจแปลงแต่เจ้าหนี้ที่มีจำนวนจำกัด ทำให้กินเวลานาน
3. อัตราการช่วยเหลือไม่เพียงพอ อย่างนาข้าวได้รับความช่วยเหลือ 2,240 บาทต่อไร่ กรณีไม้ผลได้รับความช่วยเหลือ 6,800 บาทต่อไร่ ส่วนโคกระบือจะได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตัวต่อครอบครัว สุกรได้รับความช่วยเหลือไม่เกิน 10 ตัวต่อครอบครัว และ
4. ช่วยเหลือไม่ครบถ้วน เกษตรกรไม่ต้องการแค่เงินช่วยเหลือ รายที่จะฟื้นตัวกลับมาใหม่คือต้องการเงินลงทุนเพิ่มเติม การปรับโครงสร้างหนี้ แค่พักชำระหนี้อาจไม่พอเพราะต้องการเงินหมุนเวียนมาสร้างรายได้รอบใหม่
นายเดชรัต กล่าวว่า จึงอยากให้รัฐบาลปรับปรุงเพิ่มเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง หรือให้รัฐบาลตั้งงบกลางเป็นมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มเติม และให้กระทรวงเกษตรปรับทบทวนข้อจำกัดในการลงทะเบียนเกษตรกร สามารถใช้ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลการปลูกพืชจริงในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อลดภาระการเดินสำรวจ ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมหรือโดรนเข้ามาช่วย ทำให้การจ่ายเงินเร็วขึ้น และให้ผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำเกษตรกร
รวมถึงเงินที่จะช่วยฟื้นฟู กระทรวงพาณิชย์ก็ต้องควบคุมจำกัดปัจจัยการผลิต ช่วงเวลานี้มักเจอปัญหาฉวยโอกาสขึ้นราคา สุดท้าย ธ.ก.ส. และรัฐบาลต้องหารือกัน จะมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างไร มีระยะเวลาปลอดหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมอย่างไร ถ้าทำแบบนี้การช่วยเหลือจะมาถึงเกษตรกรอย่างเพียงพอ แบบครอบคลุมและไม่ล่าช้า สามารถฟื้นฟูได้
ส่วนนายวงศธร สรณะ เจ้าของสวนทุเรียน กล่าวถึงผลกระทบของสวนทุเรียนตัวเองที่ได้รับผลกระทบว่า ที่ผ่านมาอาจมีน้ำท่วมประมาณ 3-4 วัน แต่รอบนี้ไม่ใช่ ทุเรียนตน 800 ต้นจะรอดถึง 200 ต้นหรือไม่และถึงแม้จะรอดมาได้ก็ไม่เหมือนเดิม ครั้งนี้ถือว่าเสียหายหนักมากเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว ซึ่งไม่ใช่แค่ทุเรียนแต่ยังมีผลผลิตอื่นที่เสียหายไปด้วย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือการขาดการแจ้งเตือนจากภาครัฐ หากเราได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าก็จะเตรียมการรับมือได้ดีกว่านี้ ความเสียหายก็จะไม่เยอะขนาดนี้ นอกจากนี้ตนยังอยากขอให้ลดขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยา เพราะเอกสารหลายอย่างลอยน้ำไปหมดแล้ว
ขณะที่นางสาวจารุวรรณ ทวีวงศ์ เกษตรกรสวนทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรี ได้นำต้นทุเรียนที่ตายแล้วมาโชว์พร้อมกล่าวว่า วันนี้ตนได้นำผู้ประสบภัยตัวจริงมาด้วย คือต้นทุเรียนที่ตายไปแล้ว ซึ่งมีมากถึง 400 ต้น อยากจะถามทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะต้องถอดบทเรียนอีกนานแค่ไหน เมื่อไหร่ท่านจะสอบผ่านในการบริหาร การบริหารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย คือความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความผิดพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียวของรัฐบาล สามารถเรียกชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับคืนมาได้หรือไม่
ทุเรียน 1 ต้นใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 5 ปี และเป็นพืชที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับต้นๆ รัฐบาลจะบริหารงานอย่างเข้มงวดโดยไม่ให้ผิดพลาดแบบนี้ได้อีกหรือไม่ในอนาคต จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อีกหรือไม่ แม้แต่ตนยังไม่รู้เลยว่าจะกล้าปลูกทุเรียนต่ออีกหรือไม่ในที่แปลงนี้ จะทำอย่างไรให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่น และหากคนไม่กล้าปลูกทุเรียนจะทำให้เศรษฐกิจมีปัญหาอย่างไร จะมีเม็ดเงินหายไปอีกเท่าไหร่ ลองนึกดูดี ๆ สอบให้ผ่านเสียทีกับการบริหารงาน
ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวเสริมว่า อย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นภัยธรรมชาติ เพราะบางพื้นที่ บางจังหวัด มีการเตรียมความพร้อมในการพร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ ทำให้ตอนที่น้ำมาไม่กระทบหนักเกินไปและอยู่รอด เช่น จ.ตราด โดยเฉลี่ยภาพรวมดีกว่าจันทบุรีเพราะมีการเตรียมพร่องน้ำไว้ รอบแรกล้มเหลวไปแล้ว ตอนนี้คือการจัดการรอบที่สองอย่าให้ล้มเหลวอีก เพราะยังอยู่ในมือท่านอยู่





