'อภิสิทธิ์' ชำแหละหลุมดำทำไทยวิกฤต ติดกับดัก 'รายได้ปานกลาง' ชี้ 'วัฏจักรอำนาจนิยม' ทุจริตคอรัปชั่น-ทุนผูกขาด ฉุดการแข่งขัน
ที่ Siam Event House ในงานเวทีเสวนาทบทวนอดีต วิเคราะห์ปัจจุบัน และวาดภาพอนาคตประเทศไทยในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในวิทยากร กล่าวถึงอุปสรรคหรือหลุมดำในการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ว่า สิ่งที่สะสมมาเรามีปัญหาโครงสร้างการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้เราหลุดพ้นจากสภาพปัญหาของความเสื่อมลง ในศักยภาพของประเทศ ถ้าถามว่าปีนี้ทำไมตัวเลขการลงทุนจะต่างประเทศเข้ามาเยอะตนก็อยากจะบอกว่า ความจริงแล้วโลกทั้งโลกก็ชอบบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับเมืองไทย
เพราะเขามองว่าเสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงถ้าเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เรามานั่งเถียงกันว่าอยากได้ Data Center หรือไม่ 2 ปีที่แล้วที่เขาไม่มาเพราะเราไม่มีพลังงานสะอาดรองรับแต่ไปลงทุนในประเทศรอบ ๆ เราหมด พอวันนี้อยากมา แกล้งลืมไปแล้วเรื่องพลังงานสะอาด ตอนเช้าว่าถ้าเข้ามาตามที่รัฐบาลตั้งใจ แผนเรื่อง Net Zero โยนทิ้งได้เลยเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องลงทุนในพลังงานที่เยอะและมีความเสถียรสูง เราเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง ตั้งแต่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เรายังไม่ขยับ และถ้ายังทำแบบนี้ธนาคารโลกบอกว่าอีก 30 ปี เราถึงจะขยับไปเป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากเพราะสะท้อนว่าเราถดถอยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ที่ไล่ตามเรามาและกำลังจะแซงเราไป
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า ในปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ธุรกิจที่เข้มแข็งและอยู่ได้คือธุรกิจกึ่งผูกขาด คือธุรกิจที่ไม่ดิ้นรนในประสิทธิภาพการแข่งขัน รัฐบาลให้ภาคเอกชนเป็นกองหน้าซึ่งเป็นเอกชนที่เข้มแข็งอยู่แล้วและไม่ได้มีความจำเป็นที่จะกระโดดไปสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศ ถ้าคำว่า STI ที่เริ่มต้นจากคำว่า Stabilize Today ต้องตีความว่าคืออะไร เพราะหากเป็นการพยายามรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นต่อไปเราก็ติดกับดักที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่จะทำให้เราเติบโตไปมากกว่านี้ไม่ได้
"ดังนั้นหัวใจของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปดูว่าทำไมที่เราตั้งความหวังว่าการเมืองไทยจะดีขึ้นแต่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรอำนาจนิยมทุจริตคอรัปชั่น และโจทย์ยากขึ้นกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วลมของทั้งโลกหมุนส่งประชาธิปไตยในขณะที่วันนี้ ประชาธิปไตยเจอแต่ลมต้านทั่วโลก และถ้าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเราก้าวไม่พ้นการผูกขาดทั้งการเติบโตและการกระจายรายได้จะมีปัญหาเพราะในที่สุด ประสิทธิภาพการยกระดับทักษะต้องมาพร้อมกับการแข่งขัน ถ้าไม่มีการแข่งขันก็จะไม่เกิดขึ้น แล้วธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อมีการแข่งขันต้องมีคนชนะและคนแพ้ต้องมีหลักประกันความมั่นคง ต้องก้าวให้พ้นจากประชานิยมไปสู่สวัสดิการให้ได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับคำว่าประชาธิปไตยที่ต้องมีมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังในการตีความบางเรื่อง เช่น ความต่อเนื่องในรอบ 20 ปีเรามีนายกรัฐมนตรี 1 คนอยู่ 8 ปี ซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นความต่อเนื่องที่มีปัญหาหรือไม่ แล้วกลุ่มเคลื่อนไหวทุกกลุ่มมักมีคำว่าประชาธิปไตยอยู่เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการแต่สิ่งที่ทะเลาะกันอยู่เพราะมองคนละมุมเกี่ยวกับประชาธิปไตย ซึ่งหลักธรรมาภิบาลกับประชาธิปไตยไม่ควรต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกันแล โอกาสที่จะมีธรรมาภิบาลมีมากกว่าประชาธิปไตยและประชาธิปไตยจะยั่งยืนกว่าถ้ามีธรรมาภิบาล
ส่วนในอนาคตหากประเทศไทยจะเข้าร่วม OECD นายอภิสิทธิ์ มองว่า ตอนนี้ความท้าทายปัจจุบันคือเทคโนโลยี ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มีขึ้นมากและไม่ควรมองข้าม ประเทศอย่างเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะกำหนดกติกาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่มีความเสี่ยงสูง เพราะสิ่งที่เรานำมาใช้จะไปอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของต่างชาติ แม้จะบอกว่ามี Data Center ในเมืองไทย ก็ไม่ได้บอกถึงความปลอดภัยของข้อมูล ว่าจะอยู่แค่ที่ตั้ง แถมรัฐบาลประเทศมหาอำนาจเริ่มออกกฎหมาย ว่าผู้ประกอบการไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกก็จะต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายของหลาย ๆ เรื่อง ยังไม่รวมความเสี่ยงต่อความมั่นคงในชีวิต เราเป็นคนใช้เทคโนโลยีที่เก่งและเร็วมากคนไทยไม่เป็นรองใคร แต่เราแทบไม่มีร่องรอยเป็นส่วนหนึ่ง ของห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า แม้รองนายกรัฐมนตรีจะมีความตั้งใจดีเริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงานแต่เงินที่กู้มา 2 แสนล้านบาทจนถึงวันนี้จนถึงวันนี้ยังไม่มีความพร้อมหรือความชัดเจน และไม่ได้แปลว่าเราจะพึ่งพาต่างชาติน้อยลงแต่กลายเป็นว่าเราต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศทั้งหมด ในขณะที่ทางเลือกพลังงานอื่นที่เราเป็นเจ้าของทรัพยากร กลับกลายเป็นไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ต้องเพิ่มขึ้นเงินออมที่ไม่พอหนี้ครัวเรือนที่กดทับคนทำงานนี่คือความท้าทายในปัจจุบันทั้งหมด ยังมีเรื่องการคอร์รัปชั่น แล้วมองว่า 3 เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้คือ
1. กฎกติกาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การแข่งขันทั้งหลาย จะต้องมีกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อให้ทุกคนมุ่งไปสู่ประสิทธิภาพ และยืนยันว่าจะไม่สามารถหาทางออกได้ถ้าไม่เขียนกฎหมายแบบใหม่
2. การลงทุนเรื่องคน ระบบการศึกษาต้องปรับรื้อทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเด็กหรือนักศึกษาเท่านั้นแต่คนที่ต้องการเพิ่มความรู้คือคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
และ 3. เรื่องการเมืองที่มองไม่เห็นทางทะลุทะลวงเพราะมีการรวบทุกกลไก พี่มีข่าวเรื่องฮั้ว สว. ฮั้ว กกต. กำลังจะต้องระวังเรื่อง ฮั้ว สสร. ซึ่งเราต้องแก้เรื่องรัฐธรรมนูญและโครงสร้างอำนาจ และถ้ายังทะลุทะลวงทั้งฉบับไม่ได้ การแก้ไขอันดับ 1 คือการเลือกวุฒิสภาจะต้องไม่เป็นเหมือนครั้งที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและผู้เสียหาย ให้มากกว่านี้ เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ประเทศไทย และประเทศกัมพูชาจะมีฉันทามติร่วมกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรเป็น สิ่งที่บั่นทอนประชาธิปไตยทั่วโลกตอนนี้คือกระแสชาตินิยม ที่ถูกปลุกขึ้นมาเพียงเพื่อให้มีการก้าวข้ามหรือมองไม่เห็นอีกหลายปัญหาไม่ใช่การรักชาติไม่ดี ไม่ใช่ว่าตนไม่อยากชนะกัมพูชา ตนก็สู้มาเต็มที่แล้วเหมือนกัน สมเด็จเตโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ก็รักตนมาก แต่มองว่าไม่น่าไปถึงจุดนั้นได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยศักยภาพสูงเราเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเปิด ใครที่บอกว่าเราถดถอยในความหมายคือเราถดถอยในองค์กรระหว่างประเทศกับกติการะหว่างประเทศ แต่ชีวิตคนโลกาภิวัตน์ไม่ได้ถดถอยการเชื่อมโยงของคนข้ามชาติ มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นคนไทยเปิดมาโดยตลอดเราสามารถปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างได้ และถ้าเราสามารถดึงศักยภาพตรงนี้มาได้ด้วยที่ตั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องบริหารจัดการความสมดุลให้ดีเรายังไปได้อีก ด้านเศรษฐกิจเรายังอยากที่จะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงอย่างเป็นรูปธรรม
"ผมไม่ได้ฝันว่า เราจะเป็นคนที่สามารถจะแข่งจะคิดเทคโนโลยีนวัตกรรมได้รวดเร็ว อนาคตไกลกว่านี้อาจจะเป็นไปได้แต่อย่างน้อยที่สุด จุดที่เรามีจุดแข็งอยู่ คืออุตสาหกรรมอาหารท่องเที่ยวคุณภาพการแพทย์การแพทย์เวลเนส ที่สามารถเดินไปได้ แต่จะเข้าไปเป็นข้อต่อของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ผมก็คิดว่าเราทำได้แต่เราจะทุ่มน้ำหนักไปตรงนั้นมากไม่ได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า คนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดคือคนที่มีของทั้งแร่แรร์เอิร์ธและชิป คนมีของจะได้ประโยชน์มากกว่า เราต้องถามตัวเองว่าถ้าต้องการพึ่งตรงนี้เป็นหลักเรามีของหรือไม่ หรือมูลค่าถูกดึงไปยังประเทศอื่น และอีกอย่างคือเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว สิ่งที่เราคิดว่าจะช่วยเราได้ 10-20 ปีอาจไม่ใช่ เราอาจต้องเข้าไปช่วย แต่สิ่งที่เราต้องพึ่งมากกว่าคือสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้
ดังนั้นตนฝันที่จะเห็นระบบสวัสดิการและการปรับรื้อระบบภาษีทั้งหมด คนเกิดน้อยไม่เป็นปัญหาในเรื่องการขาดแรงงานในอนาคตเพราะจะมีเทคโนโลยีมาแทนที่อยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหาคือกำลังซื้อไม่มี จะเก็บภาษีจากใครถ้าเราไม่เริ่มต้นจากการเก็บภาษีความมั่งคั่ง และเจ้าของเทคโนโลยีจากต่างชาติ และร่วมมือกับประเทศที่กำลังพัฒนา ดังนั้นเราต้องคิดเรื่องการจัดเก็บรายได้เพื่อมาทำสวัสดิการ ขณะที่ปัญหาด้านการเมืองปัญหารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ลดทอนอำนาจนักการเมืองเท่ากับลดทอนอำนาจประชาชน เพราะวันนี้นักการเมืองมีอำนาจไม่น้อย แต่สิ่งที่เขาทำลายไปคืออะไรที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้หายไปทั้งหมด
ดังนั้นถ้าหากจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันต้องหาฉันทามติร่วมกัน ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้งก็เถียงกันจนตาย ตอนนี้มีคนบอกว่าคนที่แบกรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่นักการเมืองเพราะคนที่เป็นนักการเมืองเราไม่เชื่อถือ ก็จะมีข้อถกเถียงแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจเพราะบทเรียนของผมในอดีต วันที่นักการเมืองมีอำนาจเยอะก็เป็นที่มาของปัญหาที่นำมาสู่สงครามมวลชนสุดท้ายก็ไปจบที่รัฐประหาร
สิ่งที่ผมคิดคือทำอย่างไรให้ตัวแทนประชาชนผลักดันนโยบาย แล้วเจตนารมณ์ของประชาชนได้ แต่ถูกควบคุมด้วยธรรมาภิบาล ดังนั้นอยากให้ตั้งต้นว่าประชาชนต้องกำหนดอนาคตของประเทศได้ คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ต้องมาจากประชาชนแต่คนที่มาจากประชาชนก็ต้องถูกจำกัดขอบเขตไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด นายอภิสิทธิ์กล่าว





