บททดสอบสำคัญของ “พล.ร.อ.นเรศ” จะสามารถพา"กองทัพเรือ"ก้าวผ่านรอยต่อระหว่างโครงสร้างเดิมกับรูปแบบการรบยุคใหม่ได้อย่างไร ให้เป็นกำลังรบใช้งานได้จริงในสนามปฏิบัติการ
KEY POINTS
- แผนเพิ่มขีดความสามารถกองทัพเรือส่งผลต่อโครงสร้างโดยตรง ทั้งการยุบกองเรือ การลดแบบเรือ ลดจำนวนเรือ ซึ่งหมายถึงการปรับลดอัตรากำลังพลและตำแหน่งตามไปด้วย
- กองทัพเรือวางกรอบการพัฒนาระยะเวลา 12 ปี ครอบคลุมทั้งการพัฒนา “องค์บุคคล องค์ยุทธวิธี และองค์วัตถุ
- ปัจจุบัน กองทัพเรือเริ่มพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติ โดยมุ่งไปสู่การใช้งานยานไร้คนขับหลายรูปแบบ
"กองทัพเรือ” กำลังเข้าสู่บททดสอบครั้งสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน จากกองทัพเรือรูปแบบเดิม สู่กองทัพเรือที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ และยานไร้คนขับ ภายใต้โจทย์ใหญ่ของผู้บัญชาการทหารเรือคนใหม่ “พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล”
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แนวทางดังกล่าวจะผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับโครงสร้างกองทัพ และความกังวลเรื่องขีดความสามารถด้านกำลังรบในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ต้องยอมรับว่า แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถของกองทัพเรือ เพื่อรองรับการทยอยปลดประจำการเรือทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ตามแผนเสริมสร้างยุทโธปกรณ์สำคัญของกรมยุทธการทหารเรือ ย่อมส่งผลต่อโครงสร้างโดยตรง ทั้งการยุบกองเรือ การลดแบบเรือ และการลดจำนวนเรือ ซึ่งหมายถึงการปรับลดอัตรากำลังพลและตำแหน่งตามไปด้วย
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่
กองทัพเรือวางกรอบการพัฒนาระยะเวลา 12 ปี ครอบคลุมทั้งการพัฒนา “องค์บุคคล องค์ยุทธวิธี และองค์วัตถุ” แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวางรากฐานและทดลองแนวความคิด ระหว่างปี 2568–2570 ระยะที่ 2 การขยายผลและยกระดับสู่หลักนิยม ระหว่างปี 2571–2575 และระยะที่ 3 การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติการเต็มรูปแบบ ระหว่างปี 2576–2580
ปัจจุบัน กองทัพเรือเริ่มพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติ โดยมุ่งไปสู่การใช้งานยานไร้คนขับหลายรูปแบบ ทั้ง UAS (Unmanned Aircraft System) ทางอากาศ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับ (UAV) แต่ครอบคลุมทั้งตัวอากาศยาน สถานีควบคุมภาคพื้นดิน อุปกรณ์รับ-ส่งสัญญาณ และระบบสื่อสารที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ
ขณะที่ USV (Unmanned Surface Vehicle) หรือยานผิวน้ำไร้คนขับ เปรียบเสมือน “เรือไร้คนขับ” ที่ปฏิบัติการบนผิวน้ำ สามารถนำมาใช้ในภารกิจสำรวจทางอุทกศาสตร์ สำรวจโครงสร้างแท่นขุดเจาะ ตลอดจนภารกิจด้านความมั่นคงและการทหารทั้งบริเวณชายฝั่งและในทะเล โดยสามารถควบคุมจากระยะไกลหรือปฏิบัติการแบบอัตโนมัติ
ส่วน UUV (Unmanned Underwater Vehicle) หรือยานใต้น้ำไร้คนขับ เปรียบเสมือน “เรือดำน้ำไร้คนขับ” หรือโดรนใต้น้ำ แบ่งเป็นทั้งแบบมีสายควบคุม หรือ ROV (Remotely Operated Vehicle) และแบบปฏิบัติการสำรวจอย่างอิสระ หรือ AUV (Autonomous Underwater Vehicle) สำหรับภารกิจสำรวจใต้ทะเล ค้นหาวัตถุ และงานวิจัยทางสมุทรศาสตร์ รวมถึงภารกิจด้านความมั่นคง
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดของ “พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล” ผบ.ทร.คนใหม่ ซึ่งกล่าวภายหลังรับมอบหน้าที่ว่า การเข้ามารับตำแหน่งครั้งนี้มีภารกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยมุ่งพัฒนากองทัพเรือให้เป็นเครื่องมือสำคัญของชาติ ในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ
“เมื่อรบก็ต้องชนะ ไม่ว่าจะรบกับใครก็ตาม กับศึกราชศัตรูที่เป็นกำลังทหาร หรือที่เป็นภัยคุกคามหรือภัยธรรมชาติต้องสำเร็จ จากขีดความสามารถที่เรามี ยุทโธปกรณ์ทั้งคน เครื่องมือ ที่จะต้องนำมาสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ต้องทำควบคู่กันไป ผมตั้งใจจะสานต่อเจตนารมณ์ของอดีต ผบ.ทร.ให้ประสบความสำเร็จในสิ่งที่กำหนดไว้”
พร้อมยอมรับว่า ปัจจุบันเรือรบบางส่วนมีสภาพเก่าและทรุดโทรม จึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไข โดยยุทโธปกรณ์ที่มีอายุการใช้งานยาวนานและไม่สามารถปฏิบัติภารกิจได้เต็มประสิทธิภาพ จำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมและปรับปรุง ขณะเดียวกัน หากจำเป็นต้องจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่เพื่อทดแทนสิ่งที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ก็ต้องพิจารณาตามความจำเป็น
“จะใช้เท่าไหร่ ใช้ที่ไหน ใช้ทำอะไร สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวตั้ง ซึ่งทั้งหมดก็มาจากยุทธศาสตร์กองทัพเรือ”
สำหรับโครงการเรือดำน้ำ พล.ร.อ.นเรศ ระบุว่า ได้แจ้งฝ่ายจีนถึงความต้องการให้เรือดำน้ำแล้วเสร็จเร็วขึ้น หากสามารถดำเนินการได้ เพื่อให้กองทัพเรือนำมาใช้งานโดยเร็ว ขณะที่ฝ่ายจีนยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่สามารถรับปากว่าจะส่งมอบได้ภายในปี 2571 หรือไม่
ส่วนการตัดสินใจเกี่ยวกับเรือดำน้ำลำที่ 2 และลำที่ 3 จะพิจารณาจากผลการใช้งานเรือดำน้ำลำแรกเป็นสำคัญ เนื่องจากโครงการเริ่มต้นมานานและหลายส่วนจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ จึงต้องนำมาใช้งาน ประเมินผล และตรวจสอบข้อบกพร่อง ก่อนนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาต่อไป
ขณะเดียวกัน ทิศทางของกองทัพเรือในอนาคตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการจัดหาเรือขนาดใหญ่ แต่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนายานไร้คนขับควบคู่กันไป
โดย พล.ร.อ.นเรศ ยอมรับว่า ยานไร้คนขับจะเข้ามามีบทบาทต่อการปฏิบัติการทางทหารมากขึ้น จากบทเรียนของสงครามในปัจจุบันที่มีการนำยานขนาดเล็กและระบบไร้คนขับมาใช้ในภารกิจต่าง ๆ มากขึ้น
ดังนั้น กองทัพเรือจำเป็นต้องพัฒนาทั้ง “ยานแม่” และ “ยานไร้คนขับ” ให้สามารถทำงานร่วมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการและให้สอดคล้องกับรูปแบบสงครามที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนการบริหารจัดการกองเรือและการปรับโครงสร้างนั้น พล.ร.อ.นเรศ มองว่า เป็นกระบวนการที่กองทัพเรือดำเนินการมาในทุกยุคทุกสมัย เมื่อสภาพแวดล้อมและภารกิจเปลี่ยนไป สิ่งใดที่เลิกใช้งานก็ต้องปรับลดหรือยุบหน่วย ขณะเดียวกันก็ต้องจัดตั้งหรือปรับหน่วยใหม่ เพื่อรองรับภารกิจและขีดความสามารถที่จะนำมาใช้ในอนาคต พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจหรือกังวลกับการปรับโครงสร้าง และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ คือการทำให้กองทัพเรือมีความกระชับและเหมาะสมกับภารกิจในอนาคต โดย ผบ.ทร.คนใหม่ กำชับให้คำนึงถึงผลกระทบต่อกำลังพลให้น้อยที่สุด ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ และความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนภารกิจและพัฒนาศักยภาพของกำลังพลให้สอดรับกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป
แนวทางสำคัญคือการ “เกลี่ยคน” ให้เหมาะสมกับภารกิจใหม่ โดยพยายามไม่ให้กำลังพลหลุดออกจากสายงานและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ
จากนี้จึงต้องจับตาทิศทางของ “พล.ร.อ.นเรศ” อย่างใกล้ชิด หลังเข้ารับตำแหน่งครบ 15 วัน และเตรียมแถลงนโยบายกองทัพเรืออย่างเป็นทางการ เพื่อเดินหน้าปรับโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถทางทหารตามกรอบแผนพัฒนา 12 ปี
โจทย์สำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการ “ยุบกองเรือ” หรือ “ลดจำนวนเรือ” แต่คือการออกแบบกองทัพเรือใหม่ให้สามารถลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้าง ขณะเดียวกันต้องเร่งทดแทนยุทโธปกรณ์เก่า และนำเทคโนโลยี ระบบอัตโนมัติ AI และยานไร้คนขับเข้ามาเสริมขีดความสามารถของกำลังรบ
ทั้งหมดนี้คือบททดสอบสำคัญของ “พล.ร.อ.นเรศ” ว่าจะสามารถพากองทัพเรือก้าวผ่านรอยต่อระหว่างโครงสร้างเดิมกับรูปแบบการรบยุคใหม่ได้อย่างไร โดยไม่ให้การลดโครงสร้างกลายเป็นการลดทอนขีดความสามารถ และสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ให้กลายเป็นกำลังรบที่ใช้งานได้จริงในสนามปฏิบัติการ





