รัฐบาลเตือนรับมือฝนเพิ่ม 4–7 ต.ค. จับตากาญจนบุรี–เพชรบุรี–ปราจีนบุรี พร้อมเฝ้าระวังฝนอีกระลอก 11–16 ต.ค. ขณะที่น้ำภาคกลางหลายพื้นที่เริ่มทรงตัว–ลดลง
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม (JICC - Joint Information and Communication Center) ว่า ตั้งแต่วันที่ 4–7 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นในลักษณะของฝนเปลี่ยนฤดู โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก ได้แก่ ภาคตะวันตก โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรีและเพชรบุรี ภาคตะวันออกบริเวณอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะวันที่ 5 ตุลาคม รวมถึงภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป ซึ่งอาจเกิดน้ำป่าไหลหลาก และภาคเหนือที่มีฝนตกในปริมาณมาก จึงต้องเฝ้าระวังดินถล่มและโคลนถล่ม
นางสาวประภาพร วงศ์สมิง ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลข กองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า ในช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคม กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเตือน โดยคาดว่าจะมีฝนสะสมตลอดช่วง และบางพื้นที่มีฝนตกหนัก ปริมาณฝนสะสมประมาณ 100–150 มิลลิเมตร โดยเฉพาะจังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี และพื้นที่ด้านตะวันตกของจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งอาจมีฝนสะสมประมาณ 125–150 มิลลิเมตร
สำหรับช่วงวันที่ 11–16 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับการจัดประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (International Monetary Fund and World Bank Group 2026) ในประเทศไทย จะมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาอีกระลอกในวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้แนวฝนถูกผลักลงไปทางภาคใต้ โดยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร วันที่ 14 ตุลาคม คาดว่าจะมีการกระจายตัวของฝนเพิ่มขึ้น แต่จะมีฝนตกหนักเพียงบางพื้นที่ ส่วนวันอื่น ๆ คาดว่าจะมีฝนเล็กน้อย ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาจะติดตามและปรับข้อมูลการพยากรณ์ตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
นายเอกภพกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในปัจจุบันว่า พื้นที่ภาคกลางตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานีลงมา ปริมาณน้ำทรงตัวและเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ โดยเขื่อนเจ้าพระยามีการระบายน้ำประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เท่ากับเมื่อวาน ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำประมาณร้อยละ 111 ของความจุ และระบายน้ำประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะมารวมกันบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พื้นที่ใกล้แม่น้ำอาจมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 10 เซนติเมตร จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ราบลุ่มเตรียมยกสิ่งของขึ้นที่สูงเพิ่มเติม
ขณะที่จังหวัดอุทัยธานี ระดับน้ำอาจลดลงช้า เนื่องจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในระดับสูง แต่มีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ส่วนภาคตะวันออก สถานการณ์น้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีเริ่มลดลง โดยน้ำจะไหลไปสมทบในจังหวัดฉะเชิงเทราและรวมกับแม่น้ำนครนายก จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอเมืองฉะเชิงเทราและพื้นที่ท้ายน้ำเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ด้านภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี ยังสามารถรองรับน้ำได้ แม้จะมีฝนตกเพิ่มเติมในช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม เนื่องจากมีการระบายน้ำออกจากเขื่อนอย่างต่อเนื่อง โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ จังหวัดเพชรบุรี เนื่องจากเขื่อนแก่งกระจานมีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูงและอาจต้องรับน้ำฝนเพิ่มเติม
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยแม่น้ำปิง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่านมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ยังคงระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาที่ประมาณ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อน
เขื่อนในพื้นที่ตอนบนยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงไม่มีความจำเป็นต้องเร่งระบายน้ำปริมาณมากจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังสามารถบริหารจัดการน้ำในระดับสูงเป็นการชั่วคราวได้ โดยปริมาณน้ำไหลเข้าและระบายออกยังสมดุลกัน
ส่วนภาคตะวันออก แม้ระดับน้ำโดยรวมลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังพื้นที่ตอนล่าง โดยเฉพาะอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก พื้นที่บางส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งหน่วยงานและจังหวัดได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ทั้งนี้ หากไม่มีฝนตกหนักเกินกว่าที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ สถานการณ์น้ำโดยรวมยังสามารถบริหารจัดการได้
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 4–7 ตุลาคม และ 11-16 ตุลาคม พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง และเตรียมพร้อมรับสถานการณ์เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน





