"รัฐบาล-กองทัพไทย" เร่งเสริมความพร้อมรบอนุมัติงบฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง รับมือกับสถานการณ์ที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง
KEY POINTS
- ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กำหนดเฉดสีวัดระดับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
- สถานการณ์ชายแดนยังวางใจไม่ได้ ว่าการสู้รบรอบใหม่จะไม่เกิด ฝ่ายไทยก็ยังคงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
- รมว.กลาโหม กำชับหน่วยขึ้นตรงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ ให้บริหารจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ให้เกิดรอยต่อ
รัฐบาล อนุมัติงบกลางเพิ่มเติม 3,500 ล้านบาทให้ "3 เหล่าทัพ" นำไปจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และซ่อมบำรุง นำไปใช้ครั้งถัดไป
ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) อัปเดทชายแดนประจำเดือนกันยายน ยังคงให้น้ำหนักแจ้งเตือนอยู่ระหว่างสีเขียว กับสีเหลือง หรือ ระดับ 1.5 การเฝ้าระวังมากกว่าปกติเพิ่มขึ้น แต่ทุกอย่างยังอยู่ในความสงบขอให้ประชาชนคลายความกังวลใจ
โดยการกำหนดเฉดสีดังกล่าวเพื่อชี้วัด สถานการณ์ชายแดน จำนวน 5 เฉดสี ไล่ตั้งแต่ ระดับ 1 (สีเขียว)
เฝ้าระวัง พบสัญญาณบางประการ แต่ยังไม่ปรากฏความผิดปกติอย่างชัดเจน และยังไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคง
ระดับ 2 (สีเหลือง) น่ากังวล พบสัญญาณหลายปัจจัยที่เริ่มผิดปกติจากเดิม ฝ่ายไทยจะเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจ และเตรียมกำลัง
ระดับ 3 (สีส้ม) เสี่ยงสูง หากสัญญาณหลายด้านสอดคล้องกัน และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายไทยจะเตรียมกำลังรบตามแผนป้องกันประเทศเชิงรุก
ระดับ 4 (สีแดง) วิกฤติ หากมีการจัดวางกำลังพร้อมรบและมีแนวโน้มจะใช้กำลัง ฝ่ายไทยจะเตรียมปฏิบัติการตอบโต้ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่
ระดับ 5 (สีแดงเข้ม) ปะทะ หากมีการใช้อาวุธหรือเริ่มการโจมตีในพื้นที่เป้าหมาย ฝ่ายไทยจะดำเนินการตามแผนป้องกันประเทศ และตอบโต้เต็มรูปแบบ
แต่กระนั้นสถานการณ์ก็ยังวางใจไม่ได้ ว่าการสู้รบรอบใหม่จะไม่เกิด ฝ่ายไทยก็ยังคงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะหากประเมินพลาดจากฝ่ายได้เปรียบจะตกเป็นฝ่ายเพรี้ยงพร้ำทันที
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กำชับหน่วยขึ้นตรงกลาโหม ผบ.เหล่าทัพ ในที่ประชุมสภากลาโหม ให้บริหารจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ให้เกิดรอยต่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่จะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาล อนุมัติงบกลางเพิ่มเติม 3,500 ล้านบาทให้ "3 เหล่าทัพ" นำไปจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และซ่อมบำรุงของเดิมที่ชำรุด หรือ ที่ใช้ไปมาทดแทนของเดิม เพื่อปฏิบัติการในครั้งต่อไป
พร้อมให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังโดรน รวมถึงชิ้นส่วนประกอบโดรนตามแนวชายแดน หลังมีรายงาน โดรนจากฝั่งตรงข้ามบินเข้ามาสอดแนม เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยง และลดการประกอบโดรน DIY ในหลายพื้นที่ที่ทหารไทยตรึงกำลังไว้
ให้ประสานงานหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ และสกัดกั้นอุปกรณ์ที่อาจจะนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ทางด้านการทหาร หรือการสนับสนุนการรบ พร้อมให้รวบรวมข้อมูลการนำเข้า ทั้งเรื่องของจำนวน ประเภท แหล่งที่มา และวัตถุประสงค์ของการใช้งานอย่างเป็นระบบ รวมถึงประเทศที่เป็นผู้ส่งวัสดุต่างๆ
ล่าสุด "กองทัพอากาศ"ได้จัดหาขีปนาวุธนำวิถีความเร็วเหนือเสียงพิสัยไกล "Rampage" (แรมเพจ)
จากประเทศอิสราเอล มูลค่ารวมประมาณ 1,040 ล้านบาท จำนวน 20 นัด สามารถใช้กับเครื่องบินขับไล่ F-16
เพื่อลดความเสี่ยงของการปฏิบัติภารกิจ F-16 ไม่ให้บินใกล้เป้าหมายชายแดนโดยตรง เนื่องจากอาวุธดังกล่าวสามารถโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินจากระยะไกลเข้าไปพื้นที่ตอนในฝ่ายตรงข้ามระยะทาง 250 กิโลเมตร
นอกจากนี้ยังมีระเบิดเจาะเป้าหมายแข็งแกร่ง MPR-500 หรือ Bunker Buster คู่กับ ชุดนำวิถีเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ขณะที่ Lizard III ออกแบบสำหรับโจมตีโครงสร้างที่ได้รับการเสริมความแข็งแรง เช่น สิ่งก่อสร้างคอนกรีตและที่มั่น
เนื่องจากปัจจุบันทหารกัมพูชาสร้างบังเกอร์ที่มีความแข็งแกร่ง และหนาป้องกันการโจมตีจาก F-16 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากนักธุรกิจต่างชาติและนักธุรกิจชาวกัมพูชา จึงมีกระแสข่าวว่า หากมีรอบใหม่ทหารกัมพูชาไม่กลัว F-16
ทั้งนี้การจัดหาดังกล่าวเป็นการเสริมขีดความสามารถด้านการโจมตีแม่นยำและการใช้อาวุธจากระยะปลอดภัยมากขึ้น ภายหลังสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา
ส่วน "กองทัพบก" มีการเสริมเขี้ยวเล็บใหม่ อย่างระบบจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่สูง หรือ HIMARS ที่เตรียมเข้าประจำการในอนาคต เพราะมีจุดเด่นด้านความแม่นยำสูง ใช้ระบบนำวิถี มีความคล่องตัว เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการถูกตอบโต้ และสามารถใช้ยิงได้ทั้งจรวดทั่วไปและจรวดนำวิถี
จรวด HIMARS ถูกมองเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่ทำให้ยูเครนสามารถสู้กับกำลังรัสเซียที่มีกำลังเหนือกว่า หลังถูกใช้โจมตีคลังเสบียง สะพาน และจุดบัญชาการของรัสเซียได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงปืนใหญ่ M777 ที่จะมาทดแทนปืนใหญ่รุ่นเก่า และยานเกราะ Stryker
สำหรับ "กองทัพเรือ" ซึ่งอยู่ระหว่างการยกเครื่องกำลังรบ แต่ยังคงสภาพความพร้อมกำลังทางเรือที่ยังเหนือกว่ากัมพูชาที่เพิ่งได้รับมอบเรือคอร์เวตติดอาวุธจากสาธารณรัฐประชาชนจีน
ควบคู่การจัดหาเรือฟริเกต เพื่อให้ครบ8 ลำ ตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ เพื่อเป็นแกนหลักของกองเรือ ทั้งด้านการป้องกันภัยทางอากาศ การต่อต้านเรือผิวน้ำ และเรือดำน้ำ การเชื่อมโยงข้อมูล และการควบคุมการปฏิบัติการทางทะเล
แม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงอยู่ในระดับเฝ้าระวัง แต่ฝ่ายไทยยังไม่อาจประมาทได้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านตำแหน่งสำคัญในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
ทั้งรัฐบาลและกองทัพจึงเร่งเสริมความพร้อม ทั้งการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ การเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังโดรน และยกระดับขีดความสามารถของทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง และรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง





