วันศุกร์ ที่ 2 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สว.น้ำเงิน' เตรียมยื่น ป.ป.ช. สอบ 'สิทธิโชติ' ปมผิดจริยธรรม

สว.สีน้ำเงิน เข้าชื่อยื่น ป.ป.ช. ไต่สวน เอาผิด "สิทธิโชติ อินทรวิเศษ" ปมเปิดเผย มติ คดีฮั้ว สว. ชี้พฤติกรรมเข้าข่ายผิดจริยธรรม-ทำหน้าที่มิชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากวุฒิสภา ว่า ทางกลุ่ม สว. สีน้ำเงิน ได้ทำหนังสือเพื่อเตรียมต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนเอาผิด นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ในกรณีเปิดเผย มติในคดีฮั้ว สว. ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

รายงานข่าวแจ้งว่า การทำหนังสือดังกล่าวเป็น สว.กลุ่มสีน้ำเงิน โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ก่อนเวลา 12.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงเนื้อหาที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.   ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กกต. ได้ประชุมพิจารณาและลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. หรือคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีผู้ถูกร้องจำนวนมากและได้รับความสนใจจากสาธารณชน ต่อมาในวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสิทธิโชติได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในฐานะ กกต. เสียงข้างน้อย โดยเปิดเผยรายละเอียดคะแนนการลงมติเป็นรายกลุ่ม เช่น มติ 5 ต่อ 2 และ 6 ต่อ 1 พร้อมระบุว่าตัวเองและนายชาย นครชัย เป็นกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อย

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงเหตุผลและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวน เช่น ความเชื่อมโยงกับบุคคลในพรรคการเมือง การจัดทำโพย ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ พยานบุคคล พยานนิติวิทยาศาสตร์ การกลับคำให้การของพยาน รวมถึงให้ความเห็นว่าการสืบสวนเส้นทางการเงินบางส่วนถูกยุติหรือตัดตอน

คำร้องยังระบุถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่นายสิทธิโชติได้ร่วมงานเสวนาของราชบัณฑิตยสภา โดยมีกล่าวพาดพิงถึงเอกสารข่าวของ กกต. ว่ามีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ไม่รับสำนวนและเอกสารหลักฐานเส้นทางการเงินจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมระบุว่าระหว่างพิจารณา DSI มีหนังสือแจ้งหลักฐานคดีฟอกเงิน แต่ กกต.เสียงข้างมากไม่รับ

ทั้งนี้ แม้ กกต. อาจมีข้อตกลงก่อนการแถลงข่าวให้เปิดเผยจำนวนเสียงรายข้อกล่าวหาได้ แต่การให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชติกลับมีรายละเอียดที่กว้างกว่านั้น ทั้งการระบุตัวกรรมการฝ่ายข้างน้อย เหตุผลในการลงมติ และการวิเคราะห์พยานหลักฐานเชิงลึก ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจกระทบต่อความไว้วางใจในความเป็นกลาง ความลับของการพิจารณา และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ถูกพาดพิง เนื่องจากสำนวนคดีดังกล่าวอาจยังเชื่อมโยงกับกระบวนการพิจารณาในชั้นศาลฎีกา การดำเนินคดีอาญา หรือการสืบสวนของหน่วยงานอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคำร้องยังมีการหยิบยกมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 มาประกอบคำกล่าวหา โดยขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนว่าการกระทำของนายสิทธิโชติฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมในข้อต่อไปนี้หรือไม่

ได้แก่ 1. ข้อ 13 การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลหรือกระแสสังคม

2. ข้อ 14 การรักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย และการเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมาก รวมถึงเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด 3. ข้อ 15 การให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอย่างถูกต้องครบถ้วนและไม่บิดเบือน และ 4. ข้อ 16 การห้ามให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 27 ระบุว่า หากเป็นการฝ่าฝืนในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง ซึ่งหาก ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติว่ามีพฤติการณ์ดังกล่าวจริง จะมีอำนาจเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ต่อไป

โดยในท้ายคำร้อง ยังขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แสวงหาข้อเท็จจริง โดยเรียกพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบ  ทั้งนี้การยื่นคำร้องครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการตรวจสอบตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่การวินิจฉัยล่วงหน้าว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด และขอให้คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา พยาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์