วันพฤหัสบดี ที่ 1 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘กม.ล้มละลาย’ ความหวังลูกหนี้ โค้งสุดท้าย วัดใจ 'สว.' ไฟเขียว

ร่างแก้ไข กม.ล้มละลาย ผ่านมาถึงด่านสุดท้าย 1 ต.ค. ต้องลุ้น "สว." จะไฟเขียว เพื่อช่วย SME-ธุรกิจของคนตัวเล็ก หรือปัดตก ที่มีผลแช่แข็งร่าง กม. ยาว 180 วัน

KEY POINTS

  • ร่าง พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับแก้ไข ซึ่งเป็นความหวังของลูกหนี้รายย่อยและ SME กำลังเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา (สว.) ในขั้นตอนสุดท้าย
  • สาระสำคัญของกฎหมายคือการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ SME และบุคคลธรรมดาเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ง่ายขึ้น พร้อมมีกลไกพักชำระหนี้อัตโนมัติ
  • ประเด็นสำคัญที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมฯ คือการคงสิทธิให้ลูกหนี้ที่ล้มละลายสามารถเข้ารับราชการหรือทำงานในองค์กรของรัฐได้
  • การลงมติของ สว. ในโค้งสุดท้ายนี้จะเป็นตัวชี้ขาด หากไม่เห็นชอบ ร่างกฎหมายจะถูกยับยั้งไว้ 180 วัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูกหนี้ที่รอความช่วยเหลือ

การเดินทางของ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ล้มละลาย ฉบับแก้ไข เพื่อปรับกลไกกฎหมาย พุ่งเป้าช่วยเหลือลูกหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจตัวเล็กตัวน้อย มาถึงจุดวัดสำคัญในโค้งสุดท้าย หลังจากที่ สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติเห็นชอบร่างแก้ไข ฉบับที่ “คณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาฯ” เมื่อ 23 กันยายนที่ผ่านมา

หากย้อนรอยการเสนอร่างกฎหมายล้มละลาย ฉบับแก้ไข จะพบว่ามีจุดเริ่มต้น จากสภาฯ ชุดที่แล้ว ลงมติรับหลักการของร่างกฎหมาย เมื่อ 15 มกราคม 2568 ซึ่งถูกเสนอเข้าสภาฯ รวม 3 ฉบับ คือ ฉบับของพรรคประชาชน ฉบับของพรรคเพื่อไทย และ ฉบับของคณะรัฐมนตรี (ครม.) 

โดยวางหลักการสำคัญ คือ สร้างกลไกให้ลูกหนี้ เป็นกลุ่มเอสเอ็มอี เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ ซึ่งขยายสิทธิ ให้กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง-ขนาดเล็ก ไม่จำกัดเฉพาะ “ลูกหนี้ในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่” เท่านั้น

ในชั้นของสภาฯ ได้รับร่างไปพิจารณาแก้ไข และลงมติเห็นชอบในวาระสาม เมื่อ 17 กันยายน 2568 โดยเนื้อหาวางกรอบ 6 ประเด็น ได้แก่

1.ให้กระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ “ลูกหนี้” ระดับ เอสเอ็มอี ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราว เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ โดยลูกหนี้ยังเป็นผู้บริหารกิจการตามแผนฟื้นฟูได้

2.กำหนดจำนวนหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน โดย ลูกหนี้กลุ่มเอสเอ็มอี มียอดหนี้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท ส่วนลูกหนี้บุคคลธรรมดา มีหนี้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท สามารถร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลได้ ซึ่งจากเดิมกำหนดยอดหนี้ไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท พร้อมกับขยายสิทธิลูกหนี้ที่เป็นสหกรณ์ด้วย

3.เพิ่มกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แบบเร่งรัด เพื่อเป็นทางเลือกของลูกหนี้

4. กำหนดกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูฐานะของลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยไฮไลต์อยู่ที่ “การพักชำระหนี้” ทันที เมื่อศาลรับคำร้องขอฟื้นฟูฐานะของบุคคลแล้ว จะทำให้เกิดความคุ้มครอง และ เกิดภาวะพักชำระหนี้ทันที เจ้าหนี้ไม่สามารถฟ้องร้องดำเนินคดี หรือ บังคับยึดทรัพย์ของลูกหนี้ได้

5.ให้อำนาจพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เข้ามาช่วยเหลือลูกหนี้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ทั่วถึง

และ 6.คุ้มครองเจ้าหน้าที่และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นแล้วในประเด็นสำคัญคือ การมีบทคุ้มครองสิทธิในการประกอบอาชีพของลูกหนี้ โดยในชั้นของสภาฯ เขียนบทคุ้มครองการเข้ารับราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้างองค์กรตามกฎหมาย แม้ว่า ศาลจะพิพากษาให้เป็นลูกหนี้ล้มละลาย เพราะการฟื้นฟูฐานะไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด

ทั้งนี้เมื่อร่างกฎหมายถูกสภาฯ เห็นชอบ ได้ส่งมาที่ “วุฒิสภา” โดย สภาสูงพิจารณาและลงมติรับหลักการวาระแรก เมื่อ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งนี้ในการพิจารณากลั่นกรองจำเป็นต้องใช้ความรอบคอบ ทำให้ “กมธ.ของวุฒิสภา” ที่มี “นิเวศ พันธ์เจริญวรกุล” ขอขยายเวลาทำงาน 2 ครั้ง รวม 60 วัน

‘กม.ล้มละลาย’ ความหวังลูกหนี้ โค้งสุดท้าย วัดใจ 'สว.' ไฟเขียว

ทว่าในช่วงปลายปี 2568 มีเหตุต้องยุบสภา ทำให้ ร่างกฎหมายที่ถูกส่งผ่านไปที่ “วุฒิสภา” ต้องพักในกระบวนการไว้ จนถึงวันที่ “มติ ครม. - อนุทิน ชาญวีรกูล” ยืนยัน และพิจารณาในวาระสองและวาระสาม ในวันที่ 23 มิถุนายน 2569

ทั้งนี้ในการพิจารณาของ “สว.” พบว่า ได้แก้ไขรายละเอียดจากที่ “สภาฯ” เห็นชอบ ใน 4 ประเด็น แบ่งเป็น 1.แก้ไขวรรคตอน กรณี หลักเกณฑ์และวิธีการฟื้นฟูกิจการ ส่วนของ หนี้จากการกู้ยืมที่ค้างชำระ โดยไม่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ

2.กระบวนการพิจารณาฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กลุ่มเอสเอ็มอี โดย “สว.” แก้ไข โดยเพิ่ม กรอบเวลารับชำระหนี้ให้กับ เจ้าหนี้ ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยกับแผน จากเดิมที่ สภาฯ ไม่กำหนดเวลา

‘กม.ล้มละลาย’ ความหวังลูกหนี้ โค้งสุดท้าย วัดใจ 'สว.' ไฟเขียว

3.กระบวนการฟื้นฟูฐานะของลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา “สว.” แก้ไขจำนวนยอดหนี้ที่สามารถยื่นขอฟื้นฟูฐานะ โดยต้องเป็นผู้มีรายได้สม่ำเสมอ หรือ ประกอบกิจการที่มีหนี้ ไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท จากเดิมที่ไม่กำหนดว่าต้องมีรายได้สม่ำเสมอ และมียอดหนี้ 1 แสนบาท

และ 4. สว. ตัดบทบัญญัติที่คุ้มครอง การรับราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างขององค์กรตามกฎหมายออก

ทำให้ในขั้นตอนต่อจากนั้น ต้องส่งให้สภาฯ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับที่ สว. แก้ไขหรือไม่ โดยมติของสภาฯ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ไม่เห็นชอบด้วย จึงต้องตั้งกมธ.ร่วมกันของสองสภาฯ ฝ่ายละ 10 คน พิจารณา โดยผลต่อจากนั้น คือ กมธ.ร่วมกัน เห็นด้วยกับที่ “สว.” แก้ไข 2 ประเด็น คือ การแก้ไขวรรคตอน และ กำหนดกรอบชำระหนี้ ไม่เกิน 20 ปี

ทว่าอีก 2 ประเด็น ว่า ด้วย เพิ่มเงื่อนไข ที่ลูกหนี้ ต้องมีรายได้สม่ำเสมอ และมียอดหนี้ 3 แสนบาท และตัดบทคุ้มครองสิทธิประกอบอาชีพ “กมธ.ร่วมกัน” ไม่เห็นด้วย และยืนยันให้ใช้เนื้อหาเดิมที่สภาฯ เห็นชอบ และเมื่อ กมธ.ร่วมกัน เสนอให้สภาฯ พิจารณา เมื่อ 23 กันยายน ผลจึงเป็นไปตามที่ “กมธ.ร่วมกันเสนอ”

โดยหลังจากนี้ ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ล้มละลาย จะถูกส่งต่อไปให้ วุฒิสภา เพื่อให้ลงมติเป็นเรื่องด่วน ในวัน 1 ตุลาคม นี้ หากวุฒิสภาเห็นชอบด้วย ร่างกฎหมายฉบับที่ใช้เวลาเดินทาง กว่า 1 ปี 8 เดือน จะส่งเข้าสู่กระบวนการตราเป็นกฎหมายใช้บังคับ

ทว่าหาก “วุฒิสภา” ไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายนี้ต้องถูกยับยั้งไว้ 180 วัน ก่อนที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติอีกครั้ง

ซึ่งในชั้นนี้คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่รับปากจะช่วยแก้ปัญหา รวมถึง ประชาชน ที่มีประวัติหนี้เสีย หรือ ติดเครดิตบูโร “ผู้ประกอบธุรกิจ” ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อย ที่เฝ้ารอให้มีกฎหมายช่วยปลดล็อกปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยที่ธุรกิจติดลบ เป็นเพราะวิกฤติเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน “รัฐบาล” ในหลายยุคที่ผ่านมา ไร้นโยบาย-มาตรการช่วยเหลือที่ทันท่วงที