วิกฤติน้ำท่วมกรุง ลามถึงสภาฯ "วิปรัฐบาล" ยอมเปิดเวทีให้ "ฝ่ายค้าน" ได้จังหวะเช็กบิลความล้มเหลวภาครัฐ ทว่าจะเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่า สภา จะหารอดจากวิกฤติ หรือแค่อีเวนต์
KEY POINTS
- สภาฯ เปิดอภิปรายปัญหาการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล หลังเกิดวิกฤตใน กทม. และปริมณฑล ซึ่ง สส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องการสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไข
- รัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าบริหารจัดการวิกฤตล้มเหลว ขาดการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพ และประเมินสถานการณ์ผิดพลาดในเบื้องต้น จนสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
- เกิดคำถามว่าเวทีสภาฯ จะเป็นเพียง "อีเวนต์ทางการเมือง" หรือจะสามารถผลักดันให้รัฐบาลมีมาตรการแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาวได้อย่างแท้จริง
จับตาการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (30 กันยายน) ที่ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ยอมเปิดเวที ให้ “สส.” สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการภาวะวิกฤติ ของ รัฐบาลภูมิใจไทย ที่ยังเป็นปัญหาและวิกฤติแบบเสมอต้นเสมอปลาย
ล่าสุดกับเหตุการณ์น้ำท่วม หลายเขตรอบนอกของ “กทม.” รวมถึงจังหวัดปริมณฑล โดยไร้การแจ้งเตือน-เตรียมอย่างมีประสิทธิภาพจาก ภาครัฐ ส่วนหนึ่งเพราะความประมาทกับภัยธรรมชาติ เห็นได้จากสิ่งที่ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” รองนายกฯ ที่กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการพยากรณ์วิกฤติ ในตอนแรกบอกว่า “รัฐบาลพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้”
ก่อนต่อมาจะยอมรับว่า “รัฐบาลเอาไม่อยู่” หลังจากที่สภาพบ้านเรือนของประชาชนในหลายพื้นที่ ถูกน้ำท่วมขัง และบางพื้นที่น้ำท่วมสูงมิดหลังคารถ
ต่อเรื่องนี้ “กรวีร์ ปริศนานันทกุล” ประธานวิปรัฐบาล บอกว่า สส.รัฐบาลในหลายพื้นที่ได้สะท้อนปัญหาและอยากให้ใช้เวทีสภา “ระบาย” สิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมกับเสนอแนวทางแก้ปัญหาให้ “รัฐบาลภูมิใจไทย” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้บัญชาการแนวทางแก้ไข รวมถึงเยียวยากับประชาชน
เบื้องต้น สส.ฝ่ายค้าน เห็นด้วย เพราะต้องการสะท้อนถึงสภาพปัญหาที่ “รัฐบาล” ยังบริหารจัดการ และแก้ปัญหาได้ไม่ดีพอ ทั้งที่เป็นหน่วยงาน มีทรัพยากรมากพอ ต่อการช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ประสบภัย พร้อมกับสนับสนุนให้ใช้เวทีสภาฯ สะท้อนปัญหาให้รัฐบาลไปปรับปรุงแก้ไขโดยด่วน
ทว่าในความใจกว้างของ “วิปรัฐบาล” ที่ต้องการให้พื้นที่ “สส.” ฐานะตัวแทนประชาชน ระบายความเดือดร้อน อาจมีประเด็นต้องพิจารณา และตั้งรับให้ดี เพื่อไม่ให้ เพลี้ยงพล้ำ เสียคะแนนนิยม
เหมือนอย่างกรณี มหาอุทกภัย “หาดใหญ่ จ.สงขลา” ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายรัฐบาลอนุทิน 1 ทำให้ “ภูมิใจไทย” ต้องเสียฐานที่มั่นสงขลา เขต 2 ไปให้กับ ผู้สมัครหน้าใหม่ อย่าง “จูรี นุ่มแก้ว” จากพรรคประชาธิปัตย์
ในบริบทของสถานการณ์น้ำท่วมปัจจุบัน ในพื้นที่ กทม. และหลายจังหวัด จะมี “นักการเมือง-สส. หลากสี หลายสังกัด” ทว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ปฏิเสธการเสียคะแนนนิยมในองค์รวมในตัวรัฐบาล-อนุทิน ไปไม่ได้
ขณะที่ “รัฐบาล” พยายามแก้เกมดิสเครดิต ด้วยกระบวนการของฝ่ายบริหาร ทั้งอนุมัติงบกลาง 4,000 ล้านบาท เพื่อเยียวยา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในกทม. และจังหวัดอื่นๆ รวมถึงอนุมัติโครงการระบายน้ำขนาดใหญ่ “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” วงเงิน 1.6 แสนล้าน เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในอนาคต
ทว่ายังมีการตั้งคำถาม ถึงความรับผิดชอบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความรับผิดชอบของ “ทรงศักดิ์ ทองศรี” ที่ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย” เรียกร้องให้ขอโทษ พร้อมประกาศลาออกจากทุกตำแหน่ง
และถามถึงความจริงใจต่อการแก้ปัญหา โดยเฉพาะการใช้กลไกที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย มัดรวมความร่วมมือ เพื่อคลี่คลายวิกฤติอย่างเป็นระบบ และรวดเร็ว
พร้อมกับยกตัวอย่างเทียบ ต่อการตั้ง คณะศึกษาผลกระทบจากมหาอุทกภัย หาดใหญ่ เมื่อปลายปี 2568 ที่ สภาฯ ที่เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ ใช้วิธีตกลงร่วมกันว่าจะช่วยหาทางออก โดยมีจุดเริ่มจาก 3 พรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน เสนอญัตติให้สภาฯ ได้อภิปรายถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข
แต่เมื่อการอภิปรายไม่กี่ชั่วโมงจบลง ที่ประชุมมีบทสรุป 2 ส่วน คือ 1.ส่งข้อเสนอแนะ คำอภิปรายให้ “ครม.” พิจารณา และ 2. มอบหมายให้ กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย (ปภ.) เป็นผู้พิจารณา โดยกำหนดกรอบเวลาทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากวันที่ตั้ง กมธ.
และจากการติดตามพบว่า เรื่องมหาอุทกภัยภาคใต้-หาดใหญ่โมเดล นั้น กมธ.ปภ. เลือกตั้งอนุฯ ขึ้นมาพิจารณา แทนใช้ กมธ.ชุดใหญ่ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2569 ให้ “ปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์” สส.นนทบุรี พรรคประชาชน เป็นประธานอนุฯ เวลาผ่านมา 4 เดือน เรียกประชุมไปแล้ว 10 ครั้ง ได้ข้อมูล เพื่อทำรายงานมาฉบับหนึ่ง และในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะมีการประชุมนัดที่ 11 เพื่อพิจารณาร่างรายงานของอนุกมธ. ที่สภาฯมอบหมายให้ศึกษา ทว่ายังไม่มีกำหนดที่ชัดเจนต่อการเสนอเข้าสู่สภาฯ เมื่อใด
ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถาม ไม่ใช่เฉพาะ “รัฐบาล” แต่ต้องถาม “สส.” ทั้งสภาฯ ว่า จะให้เหตุน้ำท่วม เป็นแค่อีเวนต์ทางการเมือง ได้แสดงบทบาทในสภาฯ แล้วจบไป หรือ จะช่วยระดมหาทางแก้ไข รวมถึง ไล่บี้ กำกับให้ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ใช้องคาพยพที่มี เร่งรับมือวิกฤติ รวมถึงวางแผนแก้ภัยพิบัติในระยะยาว ไม่ใช่ตามล้าง-ตามเช็ด เป็นรายวัน





