วิกฤตการ “สื่อสาร” ของ “รัฐบาลอนุทิน” ผลักประชาชนเผชิญแรงกระแทกจากปัญหาโดยตรง จาก “น้ำท่วมหาดใหญ่” สู่ “น้ำท่วมหลายพื้นที่” ความเชื่อมั่นของ “อนุทิน - รัฐบาล” แทบไม่มีเหลือ
KEY POINTS
- ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล โดยหันไปเชื่อถือการแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมจากเพจเอกชนที่สื่อสารได้เข้าใจง่ายกว่าหน่วยงานรัฐ
- การสื่อสารของภาครัฐในสถานการณ์น้ำท่วมล้มเหลว มีความล่าช้า ขาดการบูรณาการ และหน่วยงานต่างๆ โยนความรับผิดชอบกัน
- วิกฤตการสื่อสารของรัฐบาลเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซาก โดยเคยล้มเหลวมาแล้วในเหตุการณ์อุทกภัยครั้งก่อนๆ แต่ไม่มีการปรับปรุงแก้ไข
- ความล้มเหลวในการสื่อสารภาวะวิกฤตส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี
การที่ประชาชนเชื่อมั่นการแจ้งเตือนของเพจเฟซบุ๊ก “ที' ลมฟ้าอากาศ” ซึ่งไม่ใช่เพจของหน่วยงานภาครัฐ และไม่มีใครรู้ตัวตนว่า บุคคลใด หรือองค์ใดเป็นเจ้าของเพจ ในเหตุการณ์ “เรนบอมบ์” ถล่ม กทม.และปริมณฑลคือ เครื่องตอกย้ำว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ “รัฐบาล” ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ติดลบอย่างสิ้นเชิง
โดยเฉพาะ “กรมอุตุนิยมวิทยา” สังกัดกระทรวงดิจทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใต้การกำกับดูแลของ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบเรื่องการพยากรณ์อากาศในประเทศไทย กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในเหตุการณ์ครั้งนี้
คนในเมืองกรุง หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป เชื่อการแจ้งเตือนของเพจเฟซบุ๊ก “ที' ลมฟ้าอากาศ” มากกว่าเพจเฟซบุ๊กของ “กรมอุตุนิยมวิทยา”
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถ้อยคำที่เข้าใจยาก ใช้คำศัพท์วิชาการ ซึ่งชาวบ้านทั่วไปต้องมานั่งแปลไทยเป็นไทยอีกครั้ง ในขณะที่เพจเฟซบุ๊ก “ที' ลมฟ้าอากาศ” กลับใช้ถ้อยคำง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ กระชับ
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนเพียงอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น และพวกเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร ซึ่งกว่า “กรมอุตุนิยมวิทยา” จะยอมปรับตัวก็ดื้อแพ่งอยู่พักใหญ่เหมือนกัน กว่าจะเปลี่ยนมาใช้คำง่ายๆ กระชับ และตรงประเด็น
ไม่ใช่เพราะเพจเฟซบุ๊ก “ที' ลมฟ้าอากาศ” ทำนายได้แม่นยำกว่า “กรมอุตุนิยมวิทยา” หากแต่สามารถสื่อสารในภาวะวิกฤติได้ดีกว่าหน่วยงานรัฐ และตรงกับสิ่งที่ประชาชนอยากรู้มากที่สุดในสถานการณ์วิกฤติของประเทศ
การทำงานของ “กรมอุตุนิยมวิทยา” กลายเป็นภาพที่สะท้อนวิธีการทำงานของ “รัฐไทย” ที่ยังไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคประชาชนได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกัน การสื่อสารจากภาครัฐเองคือ ตัวแปรสำคัญที่สามารถยับยั้งความเสียหายจากอุทกภัยได้ หากแต่ครั้งนี้ต้อง “สอบตก” เพราะเรื่องนี้อีกครั้ง
ปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาจาก “การแจ้งเตือน” ที่ล่าช้า ซึ่งไม่เพียง “กระชั้นชิด” ซ้ำร้ายน้ำท่วมไปนานหลายชั่วโมงแล้ว แต่เพิ่งจะมี “การแจ้งเตือน” ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้รับทราบ ซึ่งเกิดความเสียหายไปเป็นวงกว้างมากแล้ว
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการกระทำในลักษณะ “โยนความผิด” กันไปมา โดยกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ได้มีประสานให้แจ้งเตือนไปแล้ว แต่ “กรุงเทพมหานคร” ดำเนินการล่าช้า
นอกจากนี้ รัฐบาลยังขาดการบูรณาการในการสื่อสาร เหตุการณ์ผ่านมา 3-4 วันแล้ว กว่าจะมีการตั้ง “ศูนย์แถลงข่าว” ไว้จุดเดียว กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหลายจังหวัดก็จมน้ำไปเรียบร้อย บางพื้นที่เข้าสู่การฟื้นฟูแล้วด้วยซ้ำ
หากเหตุการณ์อุทกภัยถล่มกรุงครั้งนี้เป็นครั้งแรกของ “รัฐบาลอนุทิน” ผู้คนอาจจะพอเข้าใจว่า รัฐบาลยังไม่มีประสบการณ์ในการรับมือ “สภาวะวิกฤติ” หากแต่มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในชนิดที่หลายคนพอจะแน่ใจว่า การรับมือสถานการณ์วิกฤติของรัฐบาล “ล้มเหลว” อย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์แรกคือ “ครม.อนุทิน ” เหตุการณ์มหาอุทกภัยน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งครั้งนั้น การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ความเสียหายมหาศาล ระบบการสั่งการไร้เอกภาพ ขาดการบูรณาการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ การช่วยเหลือประชาชนล่าช้า ตลอดจนการสื่อสารไปยังประชาชนที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง
“ครม.อนุทิน” มีการตั้ง “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการ “ถอดบทเรียน” น้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อหาทางรับมือป้องกัน และการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์วิกฤติ หากแต่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับ “หาดใหญ่” เกิดขึ้นกับ “เมืองหลวง” อีกครั้ง ในขณะที่การรับมือของ “ภาครัฐ” ไม่ว่าจะเป็นการ “แจ้งเตือน” หรือ “การสื่อสาร” กลับไร้ประสิทธิภาพ ราวกับไม่ได้มีการแก้ไขแต่อย่างใด
“การสื่อสาร” เหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่แก้ไม่ตก หากย้อนไปอีกเหตุการณ์คือ ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก รวมถึงไทย จนเกิดปัญหาการสต็อกน้ำมัน และน้ำมันขาดแคลนอย่างหนัก
รัฐบาลกลับเลือกคนที่ประชาชนไม่ไว้วางใจมาเป็นผู้รับผิดชอบสถานการณ์ ตลอดจนการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน และไม่หยิบเอา “ข้อเท็จจริง” มาพูดกับประชาชน จนเกิดความตื่นตระหนก ประชาชนแห่กักตุนน้ำมันจนเกิดความวุ่นวาย
แม้รัฐบาลพยายามจะชี้แจงทำความเข้าใจ หากแต่ประชาชน “ไม่เชื่อถือ” ทำให้มาตรการต่างๆ ไร้ผล
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องทุจริตการสอบเข้าข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ที่รัฐบาลตีปี๊บกวาดล้าง แม้จะมีการเพิกถอนผู้ทุจริตไปได้หลายพันคน แต่ประชาชนกลับ “ไม่เชื่อมั่น” ว่ารัฐบาลปราบปรามจริงจัง
เพราะผู้ที่โดนลงโทษล้วนแต่เป็นข้าราชการตัวเล็ก ทั้งที่ประชาชนเชื่อว่า มี “ปลาตัวใหญ่” ที่เล็ดรอดไปได้
วิกฤตการ “สื่อสาร” ของ “รัฐบาลอนุทิน” ผลักประชาชนเผชิญแรงกระแทกจากปัญหาโดยตรง จาก “น้ำท่วมหาดใหญ่” สู่ “น้ำท่วมหลายพื้นที่” ความเชื่อมั่นของ “อนุทิน - รัฐบาล” แทบไม่มีเหลือ





