วันเสาร์ ที่ 26 กันยายน 2569

Login
Login

ผ่ายุทธจักร “รวมพลังแผ่นดิน” “สนธิ-จตุพร-สมชาย” แตกต่างไม่แตกแยก

สรุปว่า “สนธิ” และกลุ่ม คปท. “โหมโรง” ทำกิจกรรมเชิงประเด็นการเมืองไปเรื่อยๆ ส่วน “จตุพร” และกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ยังเฝ้ารอ “ลงถนน” ซึ่งไม่รู้ว่าวันดีเดย์วันนั้นจะมาถึงเมื่อใด?

KEY POINTS

  • สนธิ ลิ้มทองกุล และกลุ่ม คปท. เริ่มเคลื่อนไหวลงถนนเพื่อกดดันรัฐบาลและต่อต้าน "ระบอบสีน้ำเงิน"
  • ขณะที่กลุ่ม "รวมพลังแผ่นดิน" ซึ่งมี สมชาย แสวงการ และ จตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแนวร่วม ขอรอดูสถานการณ์ให้สุกงอมและยังไม่เข้าร่วมการชุมนุมเต็มตัว
  • แม้จะมีแนวทางการเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน แต่ทุกฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการต่อต้าน "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์แบบ "แตกต่างแต่ไม่แตกแยก"

เกิดอะไรขึ้น? “สนธิ” ผนึกกลุ่ม คปท.บุก กกต. ขั้วรวมพลังแผ่นดิน “จตุพร” และผองเพื่อน ขอเป็นผู้เฝ้าดูอยู่ห่างๆ

องค์กร “รวมพลังแผ่นดิน” ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์หลากสี 42 ชีวิต ชั่วโมงนี้ มี 2 แนวทางต่อสู้ “แตกต่าง” แต่ไม่แตกแยก

“บ้านพระอาทิตย์-รวมพลังแผ่นดิน” ต่างชูธงไม่เอา “ระบอบสีน้ำเงิน” ขั้วหนึ่งโหมโรงลงถนน อีกขั้วหนึ่งรอจังหวะมวลชนสุกงอม

วันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2569 “สนธิ ลิ้มทองกุล” และเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้ฤกษ์ขับเคลื่อนกิจกรรม “รวมพลังแผ่นดิน-ทวงคืนประเทศไทย” โดยจะยื่นหนังสือและติดตามคำตอบจาก กกต. ต่อข้อสงสัยเกี่ยวกับคดีฮั้ว ส.ว. ที่สำนักงาน กกต.ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ

แม้ “ตั้ม” พิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. จะเชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมการชุมนุมหน้า กกต.เตรียมสวมรองเท้าผ้าใบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการปักหลักชุมนุมใหญ่เหมือนในอดีต

ประเมินความเคลื่อนไหวของ “สนธิ” ระยะนี้ น่าจะเป็นการโหมโรงก่อนการเคลื่อน “ลงถนน” ในอนาคต ซึ่งประมุข “ลิ้ม” พูดชัดว่า “ตอนนี้ไม่ได้ล้มรัฐบาล แต่ต้องอยู่ไม่เป็นสุข”

ก่อนหน้านี้ สนธิ และกลุ่ม คปท.ได้จัดกิจกรรมประท้วงกรณียิวเทา ที่หน้าสถานทูตอิสราเอล เมื่อวันที่ 10 ก.ย.นี้ ซึ่งถือว่าเป็นยกแรก

สาเหตุที่ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ออกมาจากบ้านพระอาทิตย์มายืนปราศรัยบนหลังคารถอีกครั้ง เพราะทนไม่ไหวที่เห็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ฉุดรั้งให้ประเทศไทยตกต่ำ ทุนเทาครองเมือง และเลวร้ายกว่า “ระบอบทักษิณ”

ขณะที่ “ทนายนกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ และ “ตั้ม” พิชิต ไชยมงคล แกนนำกลุ่ม คปท.มาร่วมงานกับสนธิ ส่วน “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน หายไปไหน?

เนื่องจาก “ทนายนกเขา” และ “ตู่ จตุพร” นั่งจัดรายการประเทศไทยต้องมาก่อน ทางช่องพีซทีวีเกือบทุกวัน ประหนึ่งคู่คิดคู่คุย ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาในช่วง 7-8 ปีมานี้

ล่าสุด “ตู่” จตุพร พรหมพันธุ์ แสดงจุดยืนไม่ร่วมขบวนกับ “สนธิ” เพราะจะขอดูสถานการณ์หลัง 28 กันยาเสียก่อน จึงจะตัดสินใจทางการเมือง

“28 กันยา” คือ วันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในคดีตรวจสอบกรณีมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหากมีผลเป็นลบ อาจถึงขั้นเซ็ตซีโร่การเมืองไทย

อดีตแกนนำ นปช.ที่พลิกขั้วมาอยู่กับปีกอนุรักษ์ ได้อธิบายว่า นักเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายคน เลือกจะเล่นบท “กึ่งเปิดตัวกึ่งปิดตัว” โดยขอเป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์มากกว่าจะผลีผลามลงถนน

ดังเช่นแกนนำ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน” ประมาณ 20 คน ได้นัดพบปะแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นกันที่ร้านอาหาร Mum's Bistro ชั้น 20 โรงแรมควีนส์แลนด์ ถนนศรีอยุธยา เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา

เจ้าภาพในคืนนั้นคือ “ทนายนกเขา” นิติธร ล้ำเหลือ ที่มีสำนักงานทนายความ K.A.T. อยู่ภายในอาคารพญาไทพลาซ่า ซึ่งไม่ไกลจากโรงแรมดังกล่าว

แกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ที่มาร่วมวงประเมินสถานการณ์ประกอบด้วย นิติธร ล้ำเหลือ สมชาย แสวงการ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประสาร มฤคพิทักษ์ เจษฎ์ โทณะวณิก คมสัน โพธิ์คง สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม พิชิต ไชยมงคล นัสเซอร์ ยีหมะ แซมดิน เลิศบุศย์ ไทกร พลสุวรรณ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนจากช่อง 13 สยามไทคือ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท และสมบูรณ์ ทองบุราณ รวมถึงอดีต สว.ยุค คสช.บางคน

“สมชาย แสวงการ” อดีต สว.ได้บอกเล่าถึงแนวทางของกลุ่มรวมพลังแผ่นดินผ่านช่องยูทูบ The Critics ว่า พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมแบบเต็มตัวกับสนธิ ลิ้มทองกุล ในช่วงนี้ แต่ยังทำงานคู่ขนานกับกลุ่มอื่นๆ จัดเวทีเสวนาเรื่องโกงกินบ้านเมือง

“สมชาย” อธิบายชัดว่า แคมเปญรวมพลังแผ่นดิน-ทวงคืนประเทศไทย เป็นเรื่องของ “สนธิ” และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นมติของแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินประเมินแล้วสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้น “ประชาชนทนไม่ไหว” จนต้องลงถนน จึงขอเป็นผู้สนับสนุน และเฝ้าสังเกตการณ์เหมือนแนวทางของ “จตุพร”

สำหรับกลุ่ม คปท.ก็มีอิสระในการจะไปทำกิจกรรมกับ “สนธิ” ได้อยู่แล้ว จึงเห็นภาพทนายนกเขาและตั้ม ไปนั่งแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่า “กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตยไทย” เกิดขึ้นเมื่อกลางปี 2568 ในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา

บังเอิญช่วงนั้น มีคลิปเสียงอา-หลาน เป็นเชื้อไฟปลุกกระแสชาตินิยม และเกิดการรวมตัวของ “กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตยไทย” ที่มีแกนนำทั้งหมด 42 คน ได้แก่นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน อดีต สว. และอดีตนักเคลื่อนไหวหลายสีเสื้อ ทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ กปปส. คปท. นปช. และกองทัพธรรม

ตอนนั้น “สนธิ” ส่ง “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” ไปร่วมเป็นแกนนำกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน และตัวประมุขลิ้มเองก็ไปขึ้นเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

แนวทางของกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน กรณีคดีฮั้ว สว. คงจะเน้นไปที่การใช้กระบวนการทางกฎหมาย อย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้วใน “คดีชั้น14” กับทักษิณ ชินวัตร

“สมชาย แสวงการ” สรุปบทเรียนทวงคืนประเทศไทยในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา “ล้มรัฐบาล” แล้วได้อะไร?

คำตอบคือ ได้รัฐบาลนักเลือกตั้งทุนสามานย์ หรือทหารทำรัฐประหาร ซึ่งพวกเขาไม่ต้องการโมเดลการเมืองแบบนี้อีกแล้ว

โมเดลการเมืองใหม่ที่ต้องการคือ มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นหลักศิลากลางน้ำเชี่ยว และจะต้องรีเซ็ตทั้ง 4 เสาหลักคือ บริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ และองค์กรอิสระ

ในวันที่กระแสมวลชนยังจุดไม่ติด บ้านพระอาทิตย์และกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน จึงมียุทธวิธีที่ “แตกต่าง” กัน แต่ยุทธศาสตร์ไม่เอา “ระบอบน้ำเงิน” ยังดำรงอยู่

สรุปว่า “สนธิ” และกลุ่ม คปท. “โหมโรง” ทำกิจกรรมเชิงประเด็นการเมืองไปเรื่อยๆ ส่วน “จตุพร” และกลุ่มรวมพลังแผ่นดิน ยังเฝ้ารอ “ลงถนน” ซึ่งไม่รู้ว่าวันดีเดย์วันนั้นจะมาถึงเมื่อใด?