ภูมิใจไทย ส่งสัญญาณเร่งเกมแก้รัฐธรรมนูญ ผ่านข้อเรียกร้องให้ "เครือข่ายประชาชน" เสนอร่างแก้ไขต่อรัฐสภาทันที ทว่าหมากนี้ถูกมองออกว่า ต้องการใช้เสียงข้างมาก กินรวบ
KEY POINTS
- พรรคภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน) เสนอโรดแมปแก้รัฐธรรมนูญ โดยเร่งรัดให้รัฐสภารับหลักการ แต่กระบวนการทั้งหมดอาจยาวนานเกิน 4 ปี และเสี่ยงไม่ทันใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
- ภาคประชาชนแสดงความกังวลว่าการเร่งรีบของภูมิใจไทยเป็นความพยายามควบคุมกระบวนการ (กินรวบ) และเนื้อหาที่เสนออาจมีปัญหาจนไม่ผ่านประชามติ
- กลุ่มภาคประชาชนเรียกร้องให้ชะลอเกมในสภาฯ และยกระดับการแก้รัฐธรรมนูญเป็น "วาระแห่งชาติ" เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ป้องกันไม่ให้กระบวนการล้มเหลว
เริ่มมีสัญญาณเร่ง “แก้รัฐธรรมนูญ” ส่งผ่านมาจาก “พรรคภูมิใจไทย” เรียกร้องจากภาคประชาชน ที่แจ้งความจำนงเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เร่งกระบวนการเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้นับหนึ่งแก้รัฐธรรมนูญได้ก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 22 ธ.ค. 2569
โดย “นิกร จำนง” ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกลั่นกรองและยกร่างกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า การเข้าชื่อเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ ของภาคประชาชน รวบรวมชื่อได้เกินแสนคน ซึ่งเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นอย่าเดินการเมืองซับซ้อน และอ้างประชาชน ขอให้เร่งดำเนินการ
พร้อมกางปฏิทิน “แก้รัฐธรรมนูญ” ให้เห็นว่า หากต้องการให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้ในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไปในปี 2572 จำเป็นต้องให้รัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระรับหลักการ และตั้งกรรมาธิการพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนปิดสมัยประชุมนี้ เพื่อให้เวลาที่ปิดสมัยประชุม รวม 3 เดือน กรรมาธิการสามารถพิจารณาในรายละเอียด
จากนั้นเมื่อสภาฯ เปิดสมัยประชุมอีกครั้งในวันที่ 14 มี.ค. 2570 จะได้พิจารณาในวาระสอง และเห็นชอบในวาระสาม เมื่อผ่านแล้วต้องส่งเข้าสู่กระบวนการประชามติ ที่ตามกฎหมายกำหนดให้มีระยะเวลาทำความเข้าใจ ประมาณ 100 วัน
ทั้งนี้เมื่อผ่านในชั้นประชามติ ยังต้องมีกระบวนการสรรหา สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และรับฟังความเห็นประชาชน ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ราว 1 ปี ก่อนจะส่งไปให้ทำประชามติในครั้งสุดท้าย ที่ต้องกินเวลาอีก 3 เดือน เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติ ต้องใช้เวลาอีก 6 เดือนเพื่อแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นหากกระบวนการ ไม่เดินไปตามขั้นตอนตามไทม์ไลน์นี้ เท่ากับว่าการเลือกตั้ง สส. รอบหน้า มีความเป็นไปได้ว่า ยังต้องถือ “รัฐธรรมนูญ 2560” มรดกรัฐประหาร เป็นกติกาเลือกตั้ง
ทว่าในความพยายามเร่งเกมของ “สีน้ำเงิน” ถูกมองว่าเป็นการสร้างภาพ เพื่อไม่ให้กลัวตกขบวน
ด้าน “ภาคประชาชน” มองว่า นี่คือสัญญาณ “ชง” ก่อน “กินรวบ” โดย “ณัชปกร นามเมือง” แกนนำกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) กล่าวว่า เกมในสภาฯ ฝ่ายรัฐบาลได้เปรียบ เพราะมีเสียงข้างมาก และมีเสียง สว.สีน้ำเงิน สนับสนุน
ขณะเดียวกันยังอาจได้เสียงสนับสนุนจาก “พรรคฝ่ายค้าน” มากพอที่จะผ่านเกณฑ์ 20% ที่เป็นเงื่อนไขผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในด่านสุดท้ายของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ แต่จะมองหรือมั่นใจเฉพาะเสียงในรัฐสภาไม่ได้ เพราะยังมีขั้นตอนทำประชามติอีก
อย่างไรก็ตามหากรัฐสภาคิดว่าผ่านร่างแก้รัฐธรรมนูญ ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ ซึ่งซ่อนเนื้อหา ให้ “สว.” มีส่วนเลือก “สสร.” และยังให้อำนาจ “สว.” ปัดตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไปได้ รวมถึงยังมีปัญหาต่อการตีความ ที่เชื่อว่าในชั้นประชามติจะไม่ผ่าน และนั่นจะทำโรดแมปรัฐธรรมนูญใหม่เสียเวลาไปใหญ่
“ภาคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลให้ยกการแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เป็นวาระรับรู้ร่วมกันจากทุกภาคส่วนของสังคม และนำร่างแก้รัฐธรรมนูญของทุกพรรคมาพูดคุยอย่างเปิดเผย ชี้จุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้สังคมถกเถียงในเนื้อหา รับรู้ถึงสาระ เชื่อว่าจะเป็นผลดีกว่าที่รีบทำผ่านกลไกสภาทางเดียว โดยไม่มีหลักใดการันตีว่าจะผ่านไปได้ในชั้นประชามติ” ณัชปกร ประเมิน
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ยังยืนยันว่าไม่รีบจะเสนอร่างแก้ไข ที่มีประชาชนสนับสนุน 2 แสนคน ต่อรัฐสภา เพราะจุดมุ่งหมายขณะนี้ คือ ต้องการให้ “วาระแก้รัฐธรรมนูญเป็นวาระร่วมกันของประชาชน” และการเดินเกมต่อจากนี้ คือ การเปิดเวที 8 ภูมิภาค
โดยใช้ฤกษ์ 14 ตุลา เป็นจุดเริ่ม เพื่อให้เกิดคลื่นมหาชน กระตุก “ฝ่ายการเมือง” ที่คิดกินรวบอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เห็นความสำคัญ ว่า ต้องไม่ลืมเสียงของประชาชนที่ต้องอนุมัติรัฐธรรมนูญใหม่ก่อนถูกบังคับใช้
ทว่าเวที 8 ภูมิภาค ที่จะเริ่มคิกออฟหลัง 14 ตุลาคม ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จในห้วงเวลาใด จะทำได้ก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ในเดือน ธันวาคม นี้หรือไม่ และอาจทำให้ “ภาคประชาชน” ตกขบวนแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ เพราะ “ภูมิใจไทย” ส่งสัญญาณเร่งเกมมาแล้ว
“ณัชปกร” ถามกลับว่าจะมั่นใจอย่างไรว่าฉบับของภูมิใจไทยจะไม่ถูกตีตกในชั้นประชามติ หากประชาชนร่วมรณรงค์ Vote No เนื่องจากเนื้อหามีปัญหา
พร้อมกับเสนอทางสายกลางคือ ก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาวาระแรก รัฐบาลต้องฟื้นโมเดล “ศึกษาแนวทางทำประชามติ” สมัยที่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เพื่อเปิดเวทีสาธารณะ พูดคุย รับฟังความเห็น เพื่อให้การแก้รัฐธรรมนูญมีส่วนร่วมจากคนในสังคม เพื่อไม่ให้การแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องลึกลับเกิดขึ้นเฉพาะในรัฐสภาเท่านั้น
“ผมไม่ต้องการให้ ประชาชน 2 แสนคน ถูกใช้เป็นบันไดให้พรรคการเมือง เหยียบไปสู่เป้าหมาย โดยสิ่งที่หวังขั้นสูง คือ ร่างของภาคประชาชน ควรถูกรับหลักการไปพร้อมกับร่างของพรรคการเมือง และจะเป็นหนทางที่ทำรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จทันกรอบเวลา” ณัชปกร ระบุ
“ณัชปกร” ทิ้งท้ายว่า หากท้ายสุด สัญญาณเร่งปิดเกมเร็วแก้รัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นจริง ฝ่ายการเมืองไม่รอภาคประชาชน ก็ไม่มีปัญหา แต่คำถามคือ หากรัฐบาลแพ้ประชามติ พร้อมแสดงความรับผิดชอบหรือไม่
การแก้รัฐธรรมนูญ ที่ “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ส่งสัญญาณเร่งเกม เพราะมองความได้เปรียบเรื่อง “เสียงข้างมาก” ตรงกันข้ามกับ “ภาคประชาชน” ที่เคยมีประสบการณ์ “ถูกตีตกร่างแก้ไข” เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้เรียนรู้จากบทเรียน และทุกย่างก้าวต้องประคองไปสู่ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ให้ได้
แม้โรดแมปของ “ค่ายน้ำเงิน” ส่อลากยาวเกิน 4 ปี หวังใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ลงสนามเลือกตั้งอีกรอบ ทำให้ “แนวต้าน - ภาคประชาชน” ต้องเดินเกมเร่ง สกัดไม่ให้เกมเข้าทาง “ค่ายน้ำเงิน”





