วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

‘ปชน.’ ล็อกเป้าเตรียมซักฟอก ชำแหละระบอบอุปถัมภ์ ‘น้ำเงิน’

ชำแหละระบอบอุปถัมภ์ ‘น้ำเงิน’ ‘ปชน.’ ล็อกเป้า โกง สว. - ปมทุจริต - ตั้ง ‘ข้าราชการ’ ปลุกแนวร่วม ส่งเบาะแส เอกสารลับ มัดรัฐบาล

KEY POINTS

  • พรรคประชาชน (ปชน.) พรรคผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยมุ่งเป้าชำแหละ "ระบอบอุปถัมภ์สีน้ำเงิน" ที่เอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างเป็นระบบ
  • ปชน.เปิดช่องทางให้ประชาชนและข้าราชการส่งเบาะแสการทุจริตเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการซักฟอก โดยยืนยันจะปกปิดตัวตนผู้ให้ข้อมูล
  • ปัจจุบันพรรคร่วมฝ่ายค้านเหลืออยู่ 6 พรรค รวม 155 สส. ได้แก่ พรรค ปชน. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี และพรรคไทรวมพลัง
  • มีแนวโน้มว่า ประเด็นหลักที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาในศึกซักฟอกครั้งนี้ ได้แก่ คดีโกง สว. การทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โครงการ TH-AI Passport กรณีเว็บพนันออนไลน์ ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และอาจรวมถึงปัญหาทุนสีเทา

สัญญาณปี่กลองซักฟอกเริ่มต้นขึ้นแล้ว พลันที่ช่วงค่ำคืน 23 ก.ย.ที่ผ่านมา พรรคประชาชน (ปชน.) ปลุกภาคประชาชน และข้าราชการทั่วประเทศภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ช่วยส่งเบาะแส พร้อมหลักฐานการทุจริต สารพัดโครงการในรัฐบาลชุดนี้ มาให้กับ สส.ปชน. หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพื่อเปิดโปงในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ปชน.ระบุว่า ผู้ที่พบเห็นความผิดปกติ สามารถร่วมส่งเบาะแส เอกสารลับ หลักฐานการทุจริต การฮั้วประมูล หรือการใช้อำนาจมิชอบ มาได้ที่อีเมล [email protected] หากสังเกตชื่ออีเมล์ดังกล่าว ยังใช้คำว่า “Anti Blue” นำหน้า ซึ่งแปลว่า “ต่อต้านน้ำเงิน” เป็นการประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนของฝ่ายค้าน ถึงธีมการซักฟอกที่กำลังจะมาถึง

ไทม์ไลน์เบื้องต้น “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชน.ให้สัมภาษณ์เมื่อ 21 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือน ต.ค.ไม่เกินต้นเดือน พ.ย.แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก

ปชน.ประกาศเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ด้วยธีม “น้ำเงินกินรวบประเทศ” เปิดหัวด้วยกรณี “โกง สว.” ระบุว่า จากมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียง 77 ราย จากทั้งหมด 229 ราย และไม่สั่งฟ้องแกนนำและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คนเดียว 

ถือเป็นฟางเส้นสุดท้ายของสังคม นี่ไม่ใช่คดีเล็กๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการ “กินรวบประเทศ” ที่แผ่ขยายรากฐานครอบคลุมตั้งแต่ สภาสูง สภาล่าง องค์กรอิสระ ตำรวจ ระบบราชการ ไปจนถึงการเมืองระดับท้องถิ่น

นอกจากนี้ ปชน.ยังสาธยาย สารพัดเหตุการณ์ความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการกักตุนน้ำมัน การแสวงหาผลประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม การโกงสอบข้าราชการท้องถิ่น รวมถึงการถลุงงบประมาณของกลุ่มบ้านใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นแยกส่วนกัน แต่เป็นขบวนการสืบทอดอำนาจที่เอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างเป็นระบบ

เมื่อกลไกการตรวจสอบอื่นๆ ไม่สามารถจัดการความผิดปกติเหล่านี้ได้ พรรคประชาชนจึงขอนำความคับแค้นของประชาชนมาเปลี่ยนเป็นพลังในการตรวจสอบผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่การจะล้มโครงสร้างการทุจริตนี้ได้ ลำพังเพียงข้อมูลจากฝ่ายนโยบายและ สส. อาจไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริง จากประชาชน ข้าราชการ และคนทำงานวงในที่ทนเห็นประเทศถูกกัดกินต่อไปไม่ไหวแล้ว

ทั้งนี้ ปชน.ยืนยันว่า หากผู้แจ้งเบาะแสเป็นข้าราชการหรือผู้ที่กังวลเรื่องความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องระบุชื่อหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ ข้อมูลทุกชิ้นจะถูกจัดเก็บอย่างปลอดภัยที่สุด ไม่มีการเปิดเผยตัวตนแหล่งข่าว และจะนำไปใช้เพื่อการเจาะลึกการทุจริตในสภาฯ เท่านั้น

สำหรับ “ข้อสอบ” ของ “ฝ่ายค้าน” จะเป็นการฉายภาพให้เห็น “ระบบอุปถัมภ์ค้ำระบอบน้ำเงิน” เป็นหลัก โดยจะฉายภาพให้เห็นระบบอุปถัมภ์การเอื้อกัน การวางรากฐาน ใจความสำคัญ นอกจากการทุจริตที่เห็นรายวัน และประชาชนเชื่อทั้งหมดแล้ว คือการวางรากฐานอำนาจ ค้ำจุนระบอบสีน้ำเงินในอนาคต

ส่วนประเด็นที่เตรียมจะ “ล็อกเป้า” รัฐมนตรีเรียงคนเพื่อซักฟอกนั้น แน่นอนว่าต้องนำมาด้วย “คดีโกง สว.” แม้ว่า “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” จะพ้นบ่วงไปแล้วหลายคน แต่มติของ กกต.กลับ “ค้านสายตา” ประชาชนอย่างหนัก และมีอีกหลายเงื่อนปมที่ยังไม่เคลียร์ โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน และการโทรศัพท์ ดังนั้นจึงน่าจะนำประเด็นนี้ มาเป็นเรื่องเด่นในการซักฟอก

ถัดมาหนีไม่พ้นกรณี “โกงสอบท้องถิ่น” ซึ่งเป็นมหากาพย์ มีคนได้รับผลกระทบจำนวนมาก และทำลายความศรัทธาในระบบราชการของประชาชนอย่างร้ายแรง ทว่ากลับหา “ตัวบงการเบื้องหลัง” มาเอาผิดไม่ได้ ปล่อยตัดตอนแค่ระดับ “อธิบดี” เท่านั้น คาดว่าจะมีการโยงถึง “อนุทิน” ในฐานะนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแลในเรื่องนี้

นอกจากนี้ยังมีประเด็น โครงการ TH-AI Passport วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท ทั้งพรรค ปชน.-ปชป.ต่างกัดไม่ปล่อยด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะเงื่อนปมการ “ล็อคสเปก” ให้บางบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “บิ๊กเนมสีน้ำเงิน” เข้าไปเป็นคู่สัญญาหรือไม่ รวมถึงความไม่คุ้มค่าของโครงการ มีข้อบกพร่องเยอะ ผลาญภาษีของประชาชน

ส่วนประเด็นอื่น ๆ เช่น กรณีการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในก้อนที่ 2 กู้วิกฤติการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่ดูท่าจะใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ หรือแม้แต่กรณีเว็บพนันออนไลน์ ที่พัวพันไปหลายองคาพยพในสังคม รวมถึง สส.ในสภาฯบางคน ยังมีคดีนี้ติดตัว และอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี มีการส่งฟ้องศาลเพื่อยึดทรัพย์ไปแล้วเกือบ 200 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีประเด็น “ทุนเทา” น่าจับตา ภายใต้การนำอภิปรายของ “รังสิมันต์ โรม” ที่มักถูกวางตัวเป็น “หัวหอก” คุ้ยปมลึก สะเทือนถึงเบื้องบนมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรณี “ตั๋วช้าง” หรือ “บ้านป่ารอยต่อฯ” ที่น่าสนใจก่อนหน้านี้ “โรม” เป็นหนึ่งในหัวขบวนเปิดโปงขบวนการทุนเทาระหว่าง “บิ๊กนักเลือกตั้ง” กับพวก “ยิม เลียก-เบน สมิธ” ต้องรอดูว่า เรื่องนี้จะถูกนำมาใส่เป็น “ไฮไลต์” ในศึกซักฟอกครั้งนี้อีกหรือไม่

นอกจากนี้ยังอาจหยิบฉวยประเด็นความเดือดร้อนของประชาชน ล่าสุด กรณีน้ำท่วมซ้ำซากที่ จ.อยุธยา โดยชาวบ้านในพื้นที่เข้าร้องเรียนผ่าน สส.ส้มอยุธยา ก่อนเรื่องจะมาถึงสภาฯ นำมาเขย่า “รัฐบาลสีน้ำเงิน” ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นการนำปากเสียงชาวบ้านมาสะท้อนผ่านสื่อโดยตรง แถมยังมีโอกาส “ตัดแต้ม” สส.น้ำเงินกรุงเก่า ที่อยู่ภายใต้บารมี “ซุ้มบ้านใหญ่ภาคกลาง”

แม้ว่าถึงที่สุดแล้วเสียงในสภาฯ จะมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่ง เพราะปัจจุบันพรรคร่วมฝ่ายค้านมีเหลืออย่างน้อย 6 พรรค รวม 155 สส. ได้แก่ พรรค ปชน. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยสร้างไทย และล่าสุดเพิ่งอ้าแขนรับมาเพิ่มอีก 1 คือพรรคไทยรวมพลัง เนื่องจากในช่วงหลังได้ลงมติไปในทิศทางเดียวกับฝ่ายค้านมาโดยตลอด ทั้งเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ และ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 พร้อมแสดงความประสงค์ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

เนื่องจาก ปชน.เดินเกมตัด “พรรคกล้าธรรม” พ้นสมการ “พรรคร่วมฝ่ายค้าน” โดยขับ 7 สส.กล้าธรรม ออกจากโครงสร้างวิปฝ่ายค้าน โดยอ้างว่า “ค่ายเขียว” กับ “ฝ่ายคอย” รอร่วมรัฐบาลในเร็ว ๆ นี้ สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะพรรคร่วมฝ่ายค้าน คือพรรคที่เหลืออยู่ ซึ่งไม่ได้เป็นรัฐบาล ตามกลไกรัฐธรรมนูญ

เมื่อฝ่ายค้านเฟ้นหา “เลือดแท้” เพื่อหวังอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบ “เต็มหมัด” ไร้ข้อสอบรั่วไหล ถึงจะหวัง “ล้มรัฐบาล” ในสภาฯไม่ได้ แต่การนำสารพัดเรื่องฉาว ไปต่อยอดเพื่อผลเลือกตั้งคราวหน้า ก็ยังมีโอกาสเพิ่มแต้ม

เหมือนคำกล่าวที่ว่า แม้จะไปไม่ถึงดวงจันทร์ ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว