เมื่อ “คนรุ่นใหม่” ไม่มาเติม และแนวร่วมเก่าหายหน้าหายตาไป มันจึงเป็นข้อจำกัดให้ “จุดติดยาก” ซึ่งการที่ม็อบจะจุดติดได้ ต้องอาศัย “อารมณ์ร่วม” ของทุกภาคส่วนในสังคม
KEY POINTS
- การเคลื่อนไหวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ขาดการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ เนื่องจากภาพลักษณ์ในอดีตของแกนนำที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์รัฐประหาร
- กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถสร้างแนวร่วมใหม่กับกลุ่มการเมืองฝ่ายก้าวหน้าได้ แม้จะมีเป้าหมายวิจารณ์รัฐบาลเดียวกัน เพราะมีจุดยืนและแนวคิดที่แตกต่างกัน
- การชุมนุมประกอบด้วยกลุ่มคนหน้าเดิมจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก ทำให้ยากต่อการขยายฐานมวลชนและสร้างอารมณ์ร่วมในสังคมวงกว้าง
เว้นระยะห่าง 15 วัน “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศชุมนุมอีกครั้ง ภายหลังพามวลชนไปหน้าสถานทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย เคลื่อนไหวภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” เมื่อวันที่ 10 กันยายน อันมี “สารตั้งต้น” มาจากกรณีชาวยิวข่มขู่คนไทย
มาครั้งนี้ “สนธิ” พร้อม “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ - นิติธร ล้ำเหลือ - พิชิต ไชยมงคล” นั่งแถลงประกาศเคลื่อนไหวอีกครั้ง ภายใต้แนวคิด “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลในคดีฮั้ว สว.แค่ 77 คน แต่ไม่ส่งฟ้องนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
โดยนัดหมายชุมนุมหน้าสำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กทม. ในวันศุกร์ที่ 25 กันยายนนี้ เรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบคดีฮั้ว สว. และหยุดการฮั้วประเทศไทยครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนไปการชุมนุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายน มวลชนที่มาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ยังไม่ได้มากเท่าไหร่ มีเพียงคนดังบางคนที่เดินทางมาปรากฏตัว
แต่ในช่วง 15 วันที่ผ่านมา กลับพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ อดีตแกนนำม็อบพันธมิตรฯ นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เริ่มแสดงตัวและมีบทบาทในการแสดงความคิดเห็นทางสังคม วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย
ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักเคลื่อนไหวใน “ซีกฝ่ายอนุรักษ์นิยม” ที่เคยร่วมกันขับไล่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย มาก่อน ไม่ว่าจะเป็น “สมชาย แสวงการ” อดีตสมาชิกวุฒิสภา “นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์” อดีตแกนนำม็อบหลากสี “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ส่วนใหญ่จึงเป็น “คนหน้าเดิม” ที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีในการลงถนนมาขับไล่รัฐบาลและลงท้ายด้วยผลอันไม่พึงประสงค์
ขณะที่ “แนวร่วมหน้าใหม่” ยังไม่พบการปรากฏตัวว่า ร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวภายใต้การนำของ “สนธิ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การชุมนุมในครั้งแรกของ “สนธิ” ยังสร้างอารมณ์ร่วมในสังคมได้ไม่มากเท่าไหร่ แม้เนื้อหาในการเคลื่อนไหวและเรียกร้องล้วนเป็นปัญหาของประเทศก็ตาม ทั้งเรื่องคดีฮั้ว สว. เรื่องนอมินีต่างชาติ เรื่องทุจริตสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น เรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ
ส่วนหนึ่งที่ “ม็อบสนธิ” ไม่สามารถดึงดูดมวลชนใหม่ๆ เข้ามาเติมในการเคลื่อนไหวได้ อาจมาจากตัว “แกนนำ” เอง
ต้องยอมรับว่า ภาพของ “สนธิ” ในอดีตยังคงติดตาผู้คน ตั้งแต่สมัยเป็นแกนนำพันธมิตรฯ ขับไล่ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งในสายตาคนรุ่นใหม่มองว่า เหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือ “สารตั้งต้น” ที่ทำให้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้
ขณะเดียวกัน กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวหลายคน เคยร่วมชุมนุมกับ “กปปส.” ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนเป็น “สารตั้งต้น” ของเหตุการณ์รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิด “รัฐธรรมนูญปี 2560” ซึ่งเป็นที่มาของความยุ่งเหยิงในปัจจุบัน
ภาพลักษณ์ในอดีตของแกนนำคือ “ข้อจำกัด” ที่ทำให้การเคลื่อนไหวในครั้งแรกและที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร
ทั้งที่ “ศัตรู” ของ “ศัตรู” อย่าง “พรรคประชาชน” ก็ไม่พอใจการบริหารงานภายใต้ “รัฐบาลอนุทิน” ไม่ต่างอะไรจากกลุ่มของ “สนธิ” และเคลื่อนไหวในเรื่องเดียวกัน โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว.
“พรรคประชาชน” ไม่สามารถที่จะเข้ามาเป็นองคาพยพของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ “สนธิ” ได้ เพราะ “ข้อจำกัด” ดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้พวกเขา “เสียรังวัด” ในทางการเมือง
แม้ “สนธิ” จะเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล หากแต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวแบบ “อนุรักษ์นิยม” ซึ่งเป็น “เส้นขนาน” กับการเคลื่อนไหวของ "พรรคประชาชน” ที่เป็นแนวคิดแบบ “หัวก้าวหน้า”
ดังนั้น เมื่อ “พรรคประชาชน” ไม่ออกมา มวลชนสนับสนุนพรรคสีส้มย่อมไม่ออกมาเช่นกัน
เมื่อ “คนรุ่นใหม่” ไม่ได้เข้าร่วมกับ “ม็อบสนธิ” การเคลื่อนไหวก็ยากที่จะขยายใหญ่ไปกว่านี้เพื่อให้บรรลุผลที่ต้องการ
จุดยืนของ “สนธิ” และแนวทางของ “ปีกก้าวหน้า” เป็นเหมือน “ปลาคนละน้ำ” ยากที่จะมาร่วมกันได้
ฝั่ง “ซีกอนุรักษ์นิยม” ด้วยกันเอง ก็แตกเป็น “สองฝ่าย” มีทั้งฝ่ายที่ “ไม่เอา” พรรคภูมิใจไทย” กับฝ่ายที่ยังเอาอยู่
เมื่อ “คนรุ่นใหม่” ไม่มาเติม และแนวร่วมเก่าหายหน้าหายตาไป มันจึงเป็นข้อจำกัดให้ “จุดติดยาก” ซึ่งการที่ม็อบจะจุดติดได้ ต้องอาศัย “อารมณ์ร่วม” ของทุกภาคส่วนในสังคม ประกอบกับ “เงื่อนไข” ที่สุกงอม พอที่จะปลุกให้คนลงมาเดินบนถนนได้โดยธรรมชาติ





