หากจะ “ฟันธง”เสียทีเดียวเลยว่า ความสัมพันธ์ “พรรคร่วมรัฐบาล” เวลานี้อยู่ในช่วง “ดูดดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เสมือนคู่รัก “ข้าวใหม่ปลามัน” ก็อาจไม่ใช่เสียทีเดียว
ความสัมพันธ์“พรรคร่วมรัฐบาล”แม้เวลานี้ยังไร้ซึ่ง “สัญญาณแตกหัก” ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” นั่นเพราะหลากหลายปัจจัยการเมืองที่ยังไม่เอื้ออำนวย
“ฝั่งน้ำเงิน” แม้เวลานี้ถือแต้มได้เปรียบในแง่จำนวนสส.ที่ห่างจากพรรคลำดับสองคือ “พรรคแดง” กว่าเท่าตัว หรือแม้จะมี “พรรคเขียว” ที่เป็นฝ่ายคอย เป็นสมการเสริมร่วมรัฐบาลก็ตาม
ทว่าลึกๆแล้ว “คีย์แมนสีน้ำเงิน” ย่อมรู้ดีว่า ด้วยยี่ห้อ“นายใหญ่” ค่ายแดง ในฐานะนายเก่า ที่แม้จะเคยประกาศ “จำศีลการเมือง” แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสวมบท “เสือหมอบ” หรือยอมจำนนอะไรโดยง่าย ฉะนั้นหากเลือกที่จะแตกหักในเวลานี้ อาจตามมาด้วยสารพัดนิติสงครามที่รอจังหวะเอาคืน
ทั้งคดีโกงสว.ที่ขณะนี้ทิ้งไว้ซึ่งสารพัดข้อกังขา โดยเฉพาะผลการพิจารณาของอนุไต่สวนฯชุดที่26 ไหนจะบรรดาคดีการเมืองที่เคยค้างคาในกระบวนการในยุคที่พรรคเพื่อไทยเรืองอำนาจ อาจถูกขุดคุ้ยกลับมาอีกครั้งในวันแยกทาง
ขณะเดียวกัน “ฝั่งแดง” เองก็ย่อมรู้ดีเช่นเดียวกัน ด้วยจำนวนตัวเลขสส.ที่มีอยู่ในมือเวลานี้ ในขณะที่ดุลอำนาจแทบทุกองคาพยพถูกรวบไว้ที่ “สีน้ำเงิน” เห็นชัดว่ายังไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างแต้มต่อใน “สมการการเมือง”
ทว่าหากจะ “ฟันธง”เสียทีเดียวเลยว่า ความสัมพันธ์ “พรรคร่วมรัฐบาล” เวลานี้อยู่ในช่วง “ดูดดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เสมือนคู่รัก “ข้าวใหม่ปลามัน” ก็อาจไม่ใช่เสียทีเดียว จับสัญญาณเวลานี้หลายฉากหลายตอนกำลังสะท้อนความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลที่เป็นเสมือนคู่รักที่อยู่ในโหมด “ลิ้นกับฟัน” มีการกระทบกระทั่งตามประสาคู่รักเสียมากกว่า
ไม่ว่าจะเป็น “ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล” ที่ถูกเลื่อนออกไป จนถูกจับตาว่า เป็นการยื้อหรือเดินเกมต่อรองอะไรภายในหรือไม่
กระทั่ง “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ต้องออกมาแก้เกี้ยวสยบกระแสขบเหลี่ยมในขั้วรัฐบาลว่า “ดินเนอร์พรรคร่วมไม่สำคัญ โทรคุยกันตลอด”
หรือท่าทีพรรคเพื่อไทยต่อกรณีฮั้วสว. อาทิ “อดิศร เพียงเกษ” สส.พรรคเพื่อไทย อดีตแนวร่วมนปช. ที่เคยพูดประเด็นนี้ผ่านเวทีงบประมาณ 2570 วาระ2 เมื่อวันที่17ก.ย.ที่ผ่านมาซัดแหลก เปรียบ สว. เสมือน “ไส้ติ่ง” ที่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ตัดทิ้งก็ไม่เป็นไร
เช่นเดียวกับ “จาตุรนต์ ฉายแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ออกโรงสะกิดแรงถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หากมีมูลก็ควรดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายอย่างเต็มที่ ขณะที่ข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว.ปี 2567 ถูกตั้งคำถามต่อเนื่อง
“กกต.กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าจะใช้กระบวนการตรวจสอบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมา”
หรืแแม้แต่ท่าที “ภูมิธรรม เวชยชัย” แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่โพสต์ข้อความ 20 ปี เหตุการณ์ 19 กันยารัฐประหารรัฐบาลทักษิณ เวิร์ดดิ้งสำคัญอยู่ที่ ประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่า “เสียงข้างมากมีอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดในการทำอะไรก็ได้” แต่ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของเสียงข้างน้อยและการยอมรับของประชาชน จนถูกตีความไปถึงการสื่อนัยการเมือง
ขณะที่ท่าที “ฝั่งน้ำเงิน” เวลานี้กำลังถูกจับตาเช่นเดียวกันว่า หลัง“พับเรือธง”เพื่อไทยจะส่งผลไปถึงความสัมพันธ์ภายใน “พรรคร่วมรัฐบาล” มากน้อยเพียงใด
ล่าสุดคือกรณี “นายกฯอนุทิน” ไม่รับรองร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ที่วินิจฉัยว่า เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน อย่างน้อย 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เสนอโดย “นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ” สส.นนทบุรี พรรคประชาชน
2. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เสนอโดย “เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู” สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน
3. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เสนอโดย “เซีย จำปาทอง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ 4. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (พ.ร.บ.THACCA) เสนอโดย “จิราพร สินธุไพร” สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
ที่น่าสนใจ คือ กฎหมายฉบับที่4 ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย และต่อยอดมาจาก “นโยบายซอฟต์พาวเวอร์” ของรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” ก่อนถูกผลักดันต่อในรัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” ที่หวังปั้นเป็น “ผลงานชิ้นโบว์แดง” รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ดันมาเกิดอุบัติเหตุการเมืองขึ้นกับ “2นายกฯเพื่อไทย” ถูกตัดสิทธิการเมืองเสียก่อน ทำให้นโยบายดังกล่าวไปไม่ถึงฝั่งฝัน
หลังเรือธงถูก “ดับฝัน” ท่าทีของเพื่อไทย ทั้ง “จิราพร” ในฐานะผู้เสนอกฎหมาย ระบุว่า พรรคเพื่อไทยเสนอ พ.ร.บ. THACCA ผลักดันการจัดตั้งองค์กรใหม่เพื่อเข้ามาดูแลการสร้างระบบนิเวศให้กับอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่เราได้วางรากฐานไว้ ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างชัดเจน ต่อเนื่อง และเป็นระบบ แต่เมื่อยังมีความเห็นที่แตกต่างกันของหน่วยงานราชการ และร่างกฎหมายไม่ได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรี
ก็ขอฝากทุกภาคส่วนขบคิดช่วยกันว่าจะมีแนวทางอย่างไรในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไป
“ในส่วนของพรรคเพื่อไทยยืนยันจะใช้ทุกกลไกที่กำกับดูแลผลักดันงานเรื่องนี้ต่อเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน”
ขณะที่ "ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ" โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า อำนาจในการพิจารณาและตัดสินใจเป็นของนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจและมีคะแนนเสียงจากประชาชนเป็นอันดับ 1 ซึ่งพรรคเพื่อไทยเคารพในเหตุผลและการตัดสินใจ
ท่าทีของทั้ง “รองหัวหน้า” และ “โฆษก” พรรคเพื่อไทย ที่แม้จะไม่ได้แสดงอาการชัดถึงความไม่พอใจต่อกรณีดังกล่าว แต่ก็ทิ้งไว้ซึ่งคำถามว่า การคว่ำเรือธงเพื่อไทยเช่นนี้ จะกระทบต่อความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน
ไหนจะกรณีที่ประชุมครม. เมื่อวันที่ 15 ก.ย. เห็นชอบให้ “ยกเลิกรายการ” ค่าก่อสร้างโครงการอาคารที่ทำการกระทรวงคมนาคมแห่งใหม่ เป็นงบผูกพันระหว่างปี พ.ศ. 2569-2571 โดยโครงการดังกล่าวเริ่มผลักดันในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
มติครม.ดังกล่าวเสมือนเป็นการรีเซ็ตโครงการในวันที่อำนาจเปลี่ยนมือจาก “สีแดง” ไปสู่ “สีน้ำเงิน”
สถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลานี้ จึงอาจกำลังสะท้อนว่า ความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่แม้จะยังไร้ซึ่ง “สัญญาณแยกทาง” ระหว่าง “พรรคภูมิใจไทย” และ “พรรคเพื่อไทย” แต่อาจไม่หวานชื่น “ดูดดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เหมือนช่วงแรกเริ่ม





