วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน 2569

Login
Login

ไฟใต้...โหมไม่พัก โจทย์ยากกองทัพ-รัฐบาลอนุทิน

ช่วงสุญญากาศอำนาจ หรือเราเดินนโยบายผิดพลาด หรือเราไม่มีแม้แต่ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ที่ชัดเจน แถมยังเลือกตัวผู้รับผิดชอบไม่เหมาะกับงาน

KEY POINTS

  • สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ก็ตาม โดยมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นประปรายนับตั้งแต่เหตุป่วน 107 จุดเมื่อวันที่ 22 ส.ค.
  • เหตุรุนแรงเกิดขึ้นในช่วง "สุญญากาศทางอำนาจ" ของหน่วยงานหลักในพื้นที่ ทั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต. ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง ทำให้การบริหารจัดการขาดความต่อเนื่อง
  • กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายกลุ่ม เช่น PULO, มารา ปาตานี และ BRN ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกระดับและเปิดกว้างกระบวนการพูดคุยสันติสุข และขู่ว่าจะกลับไปต่อสู้ด้วยอาวุธหากข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเองถูกปฏิเสธ
  • มีรายงานข่าวอ้างว่า "ตัวแทนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน" ได้พบปะกับตัวแทน BRN อย่างลับๆ ซึ่งอาจเป็นยุทธวิธีของกลุ่มขบวนการในการกดดันรัฐบาลไทยให้กลับสู่โต๊ะเจรจา ท่ามกลางการประกาศระงับการพูดคุยอย่างเป็นทางการ
  • บทความตั้งคำถามถึงยุทธศาสตร์ของกองทัพและรัฐบาลที่ดูเหมือนจะตั้งรับเพียงอย่างเดียว และไม่ดำเนินการเชิงรุก เช่น การสถาปนา "พื้นที่ปลอดภัย" เพื่อลดความรุนแรงและแรงกดดันจากฝ่ายขบวนการ

ความจริงจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คนนอกพื้นที่อาจละเลยไปก็คือ ช่วงที่ดูเหมือนไม่มีเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ถูกรายงานบนหน้าสื่อ แท้จริงแล้วในพื้นที่ไม่ได้เงียบสงบ ยังคงมีเหตุร้ายรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้น เพียงแต่ไม่ได้เป็นข่าวดังไปทั่วประเทศเท่านั้น

สาเหตุส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เหตุรุนแรงขนาดใหญ่ที่ก่อความสูญเสียอย่างกว้างขวาง

กับสาเหตุอีกส่วนหนึ่งก็คือ มีข่าวอื่นใหญ่กว่ามากลบข่าวไฟใต้

หากปักหมุดนับจากวันที่ 22 ส.ค. ซึ่งเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบกระจายใน 27 อำเภอ จาก 37 อำเภอของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนมากถึง 107 จุด หลายคนเข้าใจว่า นับจากนั้นสถานการณ์เงียบสงบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นประปราย ต่อเนื่อง ไม่หยุด

28 ส.ค. มีเผา อบต.ใน อ.มายอ จ.ปัตตานี, 29 ส.ค. บุกวางระเบิด และ โชเล่ย์บอมบ์ ที่ห้างจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในเมืองปัตตานี, 3 ก.ย. ระเบิดแผงโซลาร์เซลล์โรงงานสูบน้ำพลังแสงอาทิตย์ อ.เมือง จ.ยะลา, 10 ก.ย. มอเตอร์ไซค์บอมบ์โจมตีรถตำรวจ อ.มายอ จ.ปัตตานี, 16 ก.ย. เผาทำลายกล้องวงจรปิด 23 ตัว อ.ไม้แก่น ปัตตานี และ 18 ก.ย. ระเบิดรถบรรทุกของ อส. พลีชีพ 2 นาย บาดเจ็บ 16 นาย

ความน่าสนใจของสถานการณ์และมองข้ามไม่ได้เลยก็คือ เป็นเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในห้วง “สุญญากาศอำนาจและการบริหาร” โดยเฉพาะกับ 2 หน่วยงานหัวหอกในระดับพื้นที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า - เนื่องจากแม่ทัพภาคที่ 4 เตรียมจะย้าย แม่ทัพคนใหม่ยังไม่รับหน้าที่ ช่วงนี้จึงเหมือนสุญญากาศ

ศอ.บต. - เลขาธิการคนเก่าย้ายไปพักใหญ่แล้ว เลขาธิการคนใหม่ยังไม่มี มีแต่ “รักษาการ” แม้จะพยายามทำงานเต็มกำลัง แต่ก็ยังไม่ใช่ตัวจริง

ในขณะที่ “ฝ่ายเรา” นิ่ง (หมายถึงไม่ขยับ ไม่ใช่มีเสถียรภาพ) เป็นที่น่าสังเกตว่า มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งรัฐบาลไทยเรียกว่า “กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ” ออกมาสื่อสารรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ รัฐบาลไทยสั่งเลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ ออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส คนร้ายสังหารทหารพรานถึง 5 นายในคราวเดียว เมื่อวันที่ 22 ก.ค. (หนึ่งเดือนก่อนป่วนใหญ่ 107 จุด) ทั้งๆ ที่เป็นช่วงใกล้นัดพูดคุยสันติสุขรอบใหม่

กลุ่มขบวนการหลักๆ ที่มีชื่อคุ้นหูคนไทย ออกมาให้ข่าวเหมือนนัดกันมา

1. นายกัสตูรี มะห์โกตา ประธาน PULO (พูโล) ให้สัมภาษณ์สื่อมาเลย์และสื่อไทย เรียกร้องให้ยกระดับกระบวนการพูดคุยสันติสุข เป็น “วาระแห่งชาติ” และต้องเปิดกว้างทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ BRN กลุ่มเดียว

2. นายอาบูฮาฟิซ อัลฮากิม โฆษก “มารา ปาตานี” ซึ่งเป็นกลุ่มที่พูดคุยกับรัฐบาลไทยช่วงรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และคุยกันอย่างยาวนาน 5 ปี - เรียกร้องให้รัฐบาลไทย “รีเซ็ต” กระบวนการพูดคุยสันติภาพใหม่ โดยตั้ง “คณะกรรมการถาวร” ขึ้นมา ไม่เปลี่ยนไปตามรัฐบาล และเปิดกว้างให้ทุกกลุ่มผู้เห็นต่างฯ เข้าร่วม ไม่ใช่จำกัดเฉพาะ BRN กลุ่มเดียวเท่านั้น เพราะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า BRN ไม่ใช่กลุ่มเดียวที่ควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ 100%

พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ดึงตัวแทนชาติอาเซียน เข้ามาสนับสนุน หรือเป็นสักขีพยาน คล้ายโมเดล “มินดาเนา” ในฟิลิปปินส์ และ “อาเจะห์” ในอินโดนีเซีย

อย่างไรก็ดี แกนนำ “มารา ปาตานี” มองว่า เป้าหมาย “เอกราช” และ “ปกครองตนเอง” ไม่สามารถเป็นจริงได้ จึงควรลดเพดาน และหันมาจับมือกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย ลดเหตุรุนแรง แล้วถามประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจังว่าต้องการอะไรกันแน่

3. อดีตผู้นำระดับสูงของขบวนการ BRN ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ ให้สัมภาษณ์สื่อมาเลย์ว่า หากรัฐบาลไทยปฏิเสธข้อเสนอเรื่อง “การปกครองตนเองเต็มรูปแบบ” สำหรับนราธิวาส ปัตตานี และยะลา BRN อาจกลับไปยึดเป้าหมายเดิมเรื่องเอกราชและการต่อสู้ด้วยอาวุธ โดยย้ำอุดมการณ์ว่า “มีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี หรือเป็นชะฮีด” (หมายถึง พลีชีพในหนทางของพระผู้เป็นเจ้า)

หากพิจารณาเจาะจงเฉพาะคำสัมภาษณ์ของอดีตแกนนำ BRN น่าจะเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้ท่าทีของ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ฝ่ายไทย ที่เคยระบุก่อนหน้านี้ว่า ไทยไม่รับแนวคิดแบ่งแยกดินแดน หรือการจัดตั้งเขตปกครองตนเองที่แยกออกจากโครงสร้างรัฐเดิม แต่พร้อมหารือรูปแบบการบริหารที่เหมาะสม

แต่ความเคลื่อนไหวที่มองข้ามไม่ได้ก็คือ สื่อมาเลย์สำนักเดียวกันยังรายงานอ้างคำกล่าวของ อดีตแกนนำ BRN รายนี้ ว่า มีการพบกันระหว่าง “ตัวแทนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล” กับตัวแทนของ BRN ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือเรื่องความมั่นคงและกระบวนการสันติภาพ

ข้อมูลที่อ้างนี้ ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เท่ากับเป็นการตอกหน้าฝ่ายไทย ว่า “หน้าฉากประกาศไม่เจรจา” แต่ “หลังฉากกลับส่งคนมาประสานงาน”

แบบนี้หรือไม่ที่ทำให้กลุ่มขบวนการเร่งก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถกดดันรัฐบาลไทยได้นั่นเอง

ทั้งๆ ที่ “กูรูดับไฟใต้” หลายคน เช่น พลโทภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึง พลเอก อักษรา เกิดผล อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ยุครัฐบาลประยุทธ์ ได้เสนอวาระเร่งด่วน ให้ฝ่ายความมั่นคงสถาปนา “พื้นที่ปลอดภัย” ในวงกว้างให้ได้มากที่สุด ขยายจำนวนอำเภอให้เยอะที่สุด เพื่อกดดันไม่ให้ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดน ใช้การก่อเหตุรุนแรงต่อรองรัฐบาลไทย

แต่ทำไม “ฝ่ายเรา” ถึงไม่ทำ

ทำไม “ฝ่ายเรา” เหมือนเลือกที่จะตั้งรับอย่างเดียว

เพราะมันเป็นช่วงสุญญากาศอำนาจ หรือเราเดินนโยบายผิดพลาด หรือเราไม่มีแม้แต่ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ที่ชัดเจน แถมยังเลือกตัวผู้รับผิดชอบไม่เหมาะกับงาน ให้ความสำคัญแต่เรื่องการเมือง การเข้าสู่ตำแหน่ง และงบประมาณเป็นหลัก...

หรือเป็นเพราะทุกเหตุผลรวมๆ กัน!