วันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569

Login
Login

'ม็อบรักชาติ'ปะทุ เขย่ารัฐบาล  โจทย์ร้อน‘อนุทิน’ สกัดไฟลามทุ่ง

สำหรับ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบ-บังคับใช้กฎหมายนักท่องเที่ยว เท่านั้น หากแต่เป็นการสกัดไม่ให้ปัญหาความมั่นคง ประเด็นศาสนา และ “กระแสรักชาติ” ไหลมารวมกัน จนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ย้อนกลับมาเล่นงานรัฐบาลเสียเอง

KEY POINTS

  • จับตาการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเตรียมเดินสายทั่วประเทศ ปลุกพลังมวลชนภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”
  • ปัญหา “นักท่องเที่ยว” โดยเฉพาะกรณี “ชาวอิสราเอล” ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลต้องเดินเกมด้วยความระมัดระวัง เพราะหากใช้มาตรการแข็งกร้าวเกินไป ย่อมเสี่ยงกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • “นายกฯ อนุทิน” จึงเร่งสกัดปัญหาก่อนจะกลายเป็นแรงปะทุทางการเมือง เริ่มตั้งแต่การให้ทบทวนและแก้ไขกฎหมาย เพื่อลดขั้นตอนการเนรเทศนักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติที่กระทำผิดกฎหมายไทย
  • วันที่ 15 ก.ย.2569 มหาดไทยจะประชุมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 

หากนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.มหาดไทย บริหารจัดการปัญหา “นักท่องเที่ยว” ได้ไม่ดีเท่าที่ควร จนกระแสสังคม โดยเฉพาะ “กระแสรักชาติ” จุดติดขึ้นมา ย่อมเสี่ยงกระทบต่อเสถียรภาพของ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ไม่ต่างจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยสั่นคลอน “รัฐบาลเพื่อไทย” จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี 2569

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ต้องจับตาการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเตรียมเดินสายทั่วประเทศ ปลุกพลังมวลชนภายใต้แคมเปญ “เอาประเทศไทยของเราคืนมา”

หมุดหมายสำคัญอยู่ที่จังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งมีการรวมตัวของนักท่องเที่ยวหลายเชื้อชาติ โดยประเดิมที่บริเวณหน้าสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ก่อนเดินหน้าต่อไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จ.ภูเก็ต จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ขอนแก่น

แม้ “สนธิ” จะประกาศว่าแคมเปญดังกล่าวไม่ได้มุ่งหวังล้ม “รัฐบาลอนุทิน” แต่ต้องการกดดันให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหานักท่องเที่ยวที่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ และมีพฤติกรรมซึ่งถูกมองว่าคุกคาม หรือสร้างความกังวลให้กับคนไทย โดยย้ำว่าหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้ รัฐบาลก็อาจอยู่ไม่ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปัญหา “นักท่องเที่ยว” โดยเฉพาะกรณี “ชาวอิสราเอล” ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่รัฐบาลต้องเดินเกมด้วยความระมัดระวัง เพราะหากใช้มาตรการแข็งกร้าวเกินไป ย่อมเสี่ยงกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่หากผ่อนปรนมากเกินไป ก็อาจเปิดช่องให้ปัญหาลุกลามและกลายเป็นโจทย์ด้านความมั่นคงในระยะยาว

ยิ่งเมื่อมีทั้งเหตุทะเลาะเบาะแว้งระหว่างนักท่องเที่ยวด้วยกัน ประเด็นเรื่องเชื้อชาติและศาสนา การสร้างอิทธิพลในพื้นที่ ตลอดจนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเข้าครอบครอง หรือใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในลักษณะ “นอมินี” ประเด็นเหล่านี้จึงกลายเป็นชนวนที่พร้อมจุดกระแสต่อต้านจากสังคมไทย

โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ที่ประชาชนเริ่มรู้สึกถึงภาวะ “ถูกรุกล้ำ” ไม่ว่าจะเป็นกรณีการสร้าง“ชาบัด” หรือศูนย์รวมชุมชนและศาสนกิจของชาวยิว การจัดตั้งสุสาน การจัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือการแสดงความเป็นเจ้าของและครอบครองพื้นที่ ขณะที่หน่วยงานรัฐเองก็ถูกตั้งคำถามว่าอาจปล่อยปละละเลย หรือ “ปิดตาข้างหนึ่ง” จนปัญหาขยายตัว

ด้วยเหตุนี้ “นายกฯ อนุทิน” จึงเร่งสกัดปัญหาก่อนจะกลายเป็นแรงปะทุทางการเมือง เริ่มตั้งแต่การให้ทบทวนและแก้ไขกฎหมาย เพื่อลดขั้นตอนการเนรเทศนักท่องเที่ยวทุกเชื้อชาติที่กระทำผิดกฎหมายไทยให้รวดเร็วขึ้น

เป้าหมายคือ การบังคับใช้กฎหมายกับนักท่องเที่ยวที่มีความผิดชัดเจน เช่น กรณีการเนรเทศนักท่องเที่ยวคู่กรณีชาวอิสราเอลและชาวฝรั่งเศสออกจากประเทศไทย เพื่อไม่ให้มาตรการด้านความมั่นคงกลายเป็นประเด็นที่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ได้เชิญเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเข้าพบ เพื่อขอความร่วมมือในการจัดระเบียบและทำความเข้าใจกับพลเมืองของตน ให้เคารพกฎหมาย รวมถึงวัฒนธรรมและประเพณีของประเทศไทย

ส่วน “กระทรวงมหาดไทย” เตรียมตรวจสอบบริษัท กาน ชาบาด จำกัด (GAN CHABAD CO., LTD.) และกลุ่มชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทย หลังพบว่ามีการถือครองพื้นที่สุสานชาวยิวบางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีระยะห่างจากแหล่งน้ำสาธารณะและถนนหลวงไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย และล่าสุดมีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายศพออกจากพื้นที่สุสานแล้ว

พร้อมกันนั้นยังเตรียมขยายผลไปยังเครือข่าย “กาน ชาบาด” โดยเฉพาะประเด็นการถือครองทรัพย์สินและการดำเนินธุรกิจของชาวต่างชาติ รวมถึงตรวจสอบสถานะทางกฎหมาย หากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด รวมถึงพิจารณาประเด็นการเพิกถอนสัญชาติในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทย ยังเดินหน้า “ปูพรม” ตรวจสอบสุสานและสถานที่ฌาปนกิจศพทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ราว 1,200 แห่ง ทั้งใบอนุญาต ผู้ยื่นคำขอ จำแนกประเภทตามศาสนา เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าการใช้พื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตาคือ สุสานย่านถนนเจริญกรุง ในกทม. ซึ่งพบว่ามีร่างชาวอิสราเอลถูกนำมาฝัง 49 หลุม และมีความเชื่อมโยงกับสุสานข้างเคียง โดยมีการสร้างกำแพงกั้นแบ่งพื้นที่ออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วน

“พลพีร์ สุวรรณฉวี” รมช.มหาดไทย เปิดเผยว่า บริษัท กาน ชาบาด จำกัด มีผู้ถือหุ้นและผู้ก่อตั้ง 3 ราย เป็นชาวอิสราเอลที่ได้รับสัญชาติไทย โดยบุคคลกลุ่มนี้เป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินสุสานดังกล่าว รวมถึงศูนย์ชาบัดใน จ.ภูเก็ต

 มหาดไทยจึงประสานการทำงานร่วมกับ รมว.ยุติธรรม เพื่อขยายผลตรวจสอบเครือข่ายชาวอิสราเอลที่ต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายการใช้ตัวแทนอำพราง หรือ “นอมินี” รวมถึงการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

“พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา แปลงที่ดินศูนย์ชาบัดในย่านสุขุมวิท กทม. รวมถึงกรณีที่มีรายงานว่าชาวอิสราเอลเข้าไปซื้อที่ดินเปล่าในพื้นที่ จ.ปัตตานี ซึ่งอยู่ระหว่างเตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับ สส.ในพื้นที่ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเด็นดังกล่าวลุกลามกลายเป็นความอ่อนไหว หรือความขัดแย้งทางศาสนาในสังคม” รมช.มหาดไทย กล่าว

อย่างไรก็ตาม หมุดหมายสำคัญอยู่ที่วันที่ 15 ก.ย.2569 นี้ เมื่อมหาดไทยจะประชุมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ  สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 

เป้าหมายสำคัญคือการ “บูรณาการ” เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อเดินหน้าปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาและการถือครองทรัพย์สินผ่าน “นอมินี” ให้เห็นเส้นทางและเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดรายงานต่อนายกฯ อนุทิน

เพราะสำหรับ “รัฐบาลภูมิใจไทย” ปัญหานี้ไม่ใช่เพียงการจัดระเบียบนักท่องเที่ยว หรือการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น หากแต่เป็นการสกัดไม่ให้ปัญหาความมั่นคง ประเด็นศาสนา และ “กระแสรักชาติ” ไหลมารวมกัน จนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ย้อนกลับมาเล่นงานรัฐบาลเสียเอง

และนั่นอาจเป็นโจทย์ใหญ่ที่ “นายกฯอนุทิน” ต้องรีบดับไฟตั้งแต่ต้นลม ก่อนที่ไฟจากปัญหา “นักท่องเที่ยว” จะลุกลามกลายเป็นไฟการเมืองที่ยากต่อการควบคุม