วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

แนวร่วม ‘อนุรักษนิยม’ เสียงแตก แรงหนุนพลิก ต้าน ‘น้ำเงิน’

แนวร่วม ‘อนุรักษนิยม’ แตก จากแรงหนุน เป็นแรงวิจารณ์ ‘รัฐบาลน้ำเงิน’ กระแสเปลี่ยนทิศ สะท้อนรอยร้าวที่ไม่อาจมองข้าม

KEY POINTS

  • แนวร่วมฝ่ายอนุรักษนิยมที่เคยสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย (ค่ายสีน้ำเงิน) เพื่อต่อสู้กับค่ายสีส้ม เริ่มเกิดความแตกแยกและเปลี่ยนจากแรงหนุนเป็นแรงต้านรัฐบาล
  • บุคคลสำคัญในเครือข่ายอนุรักษนิยมหลายคน เช่น สนธิ ลิ้มทองกุล, บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกสร ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและนโยบายของรัฐบาลอย่างเปิดเผย
  • ประเด็นที่ถูกวิจารณ์มีหลากหลาย ตั้งแต่ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ความไม่จริงจังในการแก้ปัญหา ไปจนถึงการใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมือง
  • การสูญเสียแรงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษนิยมถือเป็นสัญญาณอันตรายและเพิ่มความเสี่ยงทางการเมืองให้กับรัฐบาล เนื่องจากในอดีตเคยเป็นสาเหตุให้รัฐบาลหลายชุดต้องสิ้นสุดลงก่อนครบวาระ

 ในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา “ค่ายน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทย ถูกฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนไม่น้อยยกให้เป็น “หัวขบวน” ด้วยศักยภาพทางการเมืองและอำนาจรัฐที่อยู่ในมือ เพื่อรับมือกับ “ค่ายสีส้ม” พรรคประชาชน

ทุกภาคส่วนที่ยืนอยู่คนละฟากกับค่ายสีส้ม ไม่ว่าจะมีจุดยืนหรือแนวคิดทางการเมืองเช่นใด ต่างรวมตัวเป็น “แนวร่วมเฉพาะกิจ” สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในสนามเลือกตั้ง

แนวร่วมอนุรักษนิยมเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทย ไม่เพียงทำให้จำนวน สส.เขตเพิ่มขึ้น แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสตืยังขยับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต่างจากการเลือกตั้งหลายครั้งก่อนหน้าที่อยู่ในระดับไม่สูงนัก จนถูกมองว่าเป็นพรรคที่ขับเคลื่อนด้วย “กระสุน” มากกว่า “กระแส”

ขณะเดียวกัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ถูกยกให้เป็น “โคลนนิ่ง” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากภาพลักษณ์ที่เน้นย้ำเรื่องชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ในยุค “ครม.อนุทิน 1” ซึ่งเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ได้รับแรงสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เอาทั้ง “ส้ม” และ “แดง” แต่เมื่อเข้าสู่ “ครม.อนุทิน 2” แรงสนับสนุนดังกล่าวกลับไม่ปรากฏชัดเหมือนครั้งแรก 

ตลอดช่วงเวลาเพียงไม่กี่เดือนของการบริหารประเทศในรอบสอง แนวร่วมที่เคยยืนอยู่เบื้องหลังเริ่มทยอยหายไปทีละคน ทีละกลุ่ม ไม่หนาแน่นเหมือนเดิม ทั้งที่รัฐบาลยังบริหารประเทศไม่ถึง 1 ปี

บางฝ่ายที่เคยออกหน้าปกป้องและตอบโต้แทนรัฐบาล วันนี้กลับเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ “รัฐบาลอนุทิน” เสียเอง

โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการ นักเคลื่อนไหว อดีตสว. อดีตตุลาการศาล อดีตผู้พิพากษา อดีตข้าราชการระดับสูง รวมถึงบุคคลสาธารณะที่เคยแสดงท่าทีเป็นบวกต่อพรรคภูมิใจไทยในฐานะหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม วันนี้เริ่มปลีกตัวออกห่าง และแสดงความเห็นที่ไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลบ่อยครั้งขึ้น

บางคนไม่ได้วิจารณ์รัฐบาลโดยตรง แต่เนื้อหาของคำพูดสะท้อนกลับไปถึงการทำงานของรัฐบาล อย่าง ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกฯ ใน ครม.อนุทิน 1 ซึ่งไม่ได้ร่วม ครม.อนุทิน 2

ล่าสุด ในเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ : ที่มาและทางออก” ซึ่งจัดโดย กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ร่วมกับสถาบันพระปกเกล้า บวรศักดิ์ ได้ตั้งข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งการทำหน้าที่ของ กกต. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความจริงจังในการปราบปรามการทุจริต

“ตอนผมอยู่ในรัฐบาลอนุทิน 1 พบว่า ตำรวจแฉกัน รัฐบาลเงียบ มีคุกพิเศษในบางขวาง ก็เงียบ ผมยกร่างระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยกรรมการอิสระเพื่อการตรวจสอบ แต่ไม่เกิด ทั้งหมดนี้แสดงว่า คนที่มีอำนาจไม่จริงจัง ไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญ ไม่เร่งด่วน”

อีกกรณีคือ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกสร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เคยแสดงความเห็นเชิงบวกต่อรัฐบาล และบุคคลในพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด เคยไปพบ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” แกนนำพรรค รวมถึงทักทาย“อนุทิน” อย่างเป็นกันเอง ถึงที่ทำการพรรค

แต่ล่าสุด พล.ต.ท.เรวัชกลับประกาศตั้งพรรคเองในชื่อ “พรรครักเมืองไทย” พร้อมทั้งตัดพ้อว่า ถูกดูถูก และถูกหมิ่นเกียรติ จึงตัดสินใจลงสนามการเมืองด้วยตนเอง โดยเฉพาะจากความไม่เห็นด้วยต่อนโยบายอาวุธปืนของรัฐบาลก่อนหน้านี้ 

“ผมรวยสู้ท่านไม่ได้ ท่านมีอำนาจวาสนา แต่อย่ามาดูถูกกันเลย ผมไม่ชอบให้ใครมาดูถูก ไอ้คำว่ากระจอก เลือกตั้งไปจะได้กี่เสียง ทำหน้าทำตา ผมทำใจไม่ได้ ผมสู้ท่าน สู้ไม่ได้ ก็จะสู้ท่าน”

เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในเครือข่ายอนุรักษนิยม ออกมารวมตัวแถลงจุดยืน “ทวงคืนประเทศไทย” จาก “เครือข่ายสีน้ำเงิน”

แม้อดีตแนวร่วมเหล่านี้จะไม่มีกลไกรัฐอยู่ในมือ ขณะที่รัฐบาลมีอำนาจต่อรองสูงทั้งในสภาและองค์กรอิสระ แต่ปัจจัยสำคัญที่ค้ำจุนรัฐบาลให้เดินหน้าต่อได้ คือฐานสนับสนุนจากภาคประชาชน หรือ “ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก” ที่เคยแข็งแรง

“สนธิ” เปิดประเด็นโจมตี “บิ๊กสีน้ำเงิน” ผ่านหลายข้อกล่าวหา ทั้งปมโกง สว. ที่ดินเขากระโดง โครงการ TH AI-Passport รวมถึงประเด็นต่างชาติและทุนสีเทาเข้ามามีบทบาทในประเทศ แต่สัญญาณสำคัญที่สนธิต้องการส่งถึงหัวขบวนฝ่ายอนุรักษนิยม อยู่ที่คีย์เวิร์ดซึ่งระบุว่า พรรคภูมิใจไทยใช้การปกป้องสถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง จนทำให้หลายคนเข้าใจว่านั่นคือสิ่งที่ประเทศต้องการ

ความเคลื่อนไหวของอดีตผู้นำม็อบเสื้อเหลืองจึงน่าจับตา เพราะสะท้อนกลิ่นอายของความไม่พอใจจากเครือข่ายอนุรักษนิยม ที่แม้เคยเป็นศัตรูกับค่ายแดง และไม่ไว้วางใจค่ายสีส้ม แต่ก็เริ่มตั้งคำถามต่อผู้นำและเครือข่ายของค่ายน้ำเงินมากขึ้น

นอกจากนี้ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ยังได้ร่วมแสดงทรรศนะในเวทีวิชาการ หลักสูตรวปอ.รุ่นที่ 68 หัวข้อ “การเมืองไทยและสังคมไทยสำหรับอนาคต” โดยสะท้อนถึงความซับซ้อนของโครงสร้างการเมืองไทย ปัญหาความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และข้อจำกัดของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ

นครินทร์ระบุว่า ระบบสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของไทยขาดความแน่นอน และเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นปี 2540, 2550, 2557, 2558 หรือ 2560 ส่งผลให้เกิดความเคลือบแคลง รวมถึงปัญหาทางกฎหมายตามมาไม่น้อย เช่น ปัญหาการแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช. และปัญหาภายใน กสทช.

“การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับค่อนข้างต่ำ เนื่องจากระบบที่ให้ สว. เลือกกันเอง ซึ่งเป็นระบบที่ประเทศไทยคิดขึ้นมาเอง และใช้กันเองโดยไม่มีประเทศอื่นใช้ ผมเผอิญรู้จักกับท่านประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 ท่านเคยบอกกับผมว่า สิ่งที่ท่านเสียใจมากที่สุดและเป็นความผิดพลาดที่สุดของกรรมการยกร่าง ก็คือการร่างกลไกระบบ สว. ชุดนี้ขึ้นมา” 

ข้อสังเกตของนครินทร์เกิดขึ้นในจังหวะที่ กกต. เตรียมนัดลงมติว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 รายในคดีโกงเลือก สว.หรือไม่ จึงยิ่งสะท้อนว่า เครือข่ายอนุรักษนิยมยังจับตาทุกย่างก้าวบนกระดานอำนาจอย่างใกล้ชิด

 แนวร่วมทางการเมือง โดยเฉพาะแนวร่วมจากฝั่งอนุรักษนิยม อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของรัฐบาล หากย้อนดูรัฐบาลหลายชุดในอดีตที่ต้องจอดป้ายก่อนครบวาระ ส่วนหนึ่งล้วนเกิดจากวันที่ฝ่ายอนุรักษนิยม “ไม่เอาด้วย”

แม้ชนชั้นนำและเครือข่ายอนุรักษนิยมจะมีหลายเฉด หลายระดับ และไม่ได้คิดไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่เสียงซุบซิบที่เริ่มไม่อดทนต่อเครือข่ายน้ำเงินกำลังปรากฏให้เห็นมากขึ้น

รัฐบาลค่ายน้ำเงินอาจเพิ่งบริหารประเทศได้ไม่ถึงปี แต่การสูญเสียแนวร่วมเก่าไปอย่างต่อเนื่อง คือสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะเมื่อแรงหนุนที่เคยเป็นฐานค้ำยันเริ่มพลิกเป็นแรงต้าน ต้นทุนทางการเมืองของรัฐบาลย่อมสูงขึ้นทุกขณะ