วันอาทิตย์ ที่ 6 กันยายน 2569

Login
Login

'2 ขั้ว'งัดอาวุธการเมือง'รบเดือด' โกง สว. ก่อนเส้นตาย 14 ก.ย.

'2 ขั้ว'งัดอาวุธการเมือง'รบเดือด' เลียบสมรภูมิ'ฝ่ายค้าน-รัฐบาล' “คดี-ข้อกล่าวหา”อาวุธสำคัญ ดิสเครดิต“คดีโกง สว.”

KEY POINTS

  • การเมือง 2 ขั้ว คือฝ่ายค้าน (พรรคประชาชน-ไอลอว์) และฝ่ายรัฐบาล (พรรคภูมิใจไทย-สว.) กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดในประเด็นทุจริตเลือกตั้ง สว. ก่อนที่ กกต. จะวินิจฉัยในวันที่ 14 กันยายน
  • ฝ่ายค้านใช้กลไกรัฐสภา เช่น การอภิปราย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) และการจัดเวทีสาธารณะเพื่อตรวจสอบและเปิดโปงข้อมูล
  • ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาตอบโต้ด้วยการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท และถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้หน่วยงานรัฐอย่างดีเอสไอ (DSI) และ กมธ. ในโควตาของตนเองเพื่อตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามกลับ

ก่อนถึงเส้นตาย 14 กันยายน วันที่ กกต.เตรียมวินิจฉัย “คดีโกง สว.” สมรภูมิการเมืองระหว่าง “ฝ่ายค้าน-รัฐบาล” เดือดระอุ ต่างฝ่ายต่างงัดกลไกและเครื่องมือที่มีอยู่ในมือ เปิดเกมตอบโต้กันแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ขณะที่คดีความและข้อกล่าวหาต่างๆ กลายเป็นอาวุธสำคัญในการช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ก่อนถึงวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง จะวินิจฉัย"คดีโกงสว." ฉากรบทางการเมืองระหว่าง 2 ขั้ว “ฝ่ายค้าน-รัฐบาล” ก็กำลังไต่ระดับความเข้มข้น และเล่นกันแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ฝ่ายหนึ่งในฐานะผู้ตรวจสอบ คือซีกฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคประชาชน” กับ “ไอลอว์” โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โดยมีแนวร่วมอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” และ “ภาคประชาชน”

อีกฝ่ายคือฝ่ายที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเกือบทั้งหมดอยู่ในซีกรัฐบาล โดยมีเป้าหลักอยู่ที่คนใน “พรรคภูมิใจไทย” และ “สมาชิกวุฒิสภา” ชุดปัจจุบัน ตลอดจน “กกต.”

ถึงนาทีนี้ เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างงัดทุกกระบวนการและเครื่องมือที่ตัวเองมี เปิดฉากใส่อีกฝ่ายแบบ “เอ็งที ข้าที” โดยต่างฝ่ายต่างมีคดีความติดตัวกันไม่น้อย

ที่ผ่านมา “พรรคประชาชน-ไอลอว์” เป็นฝ่ายเปิดเกมรุก ใช้กลไกที่ตัวเองมีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตรวจสอบคดีฮั้ว สว. แม้เครื่องมือในมือจะมีอยู่จำกัด เนื่องจากเป็นฝ่ายค้าน และไม่ได้มีคอนเนกชันหรือสายป่านทางการเมืองที่ยืดยาว

“พรรคประชาชน” พยายามใช้กลไกฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ที่อยู่ในมือ กกต. ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา หรือมีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึง ไม่ว่าจะเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิด คลิปเสียงสนทนา หรือพยานบุคคลที่ให้การซัดทอดไปถึง

หรือการเตรียมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งส่วนใหญ่ปรากฏอยู่ในการสอบสวนของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ กกต. เป็นคณะทำงานอยู่ในนั้น

อีกกลไกคือคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ “พรรคประชาชน” เป็นประธาน กมธ.อยู่ โดยเรียกหน่วยงานและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงและให้ข้อมูล อย่างเช่นกรณี “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.

รวมถึง กมธ.ศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ที่มี “นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง” เป็นประธาน กมธ. ตลอดจน กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่มี “ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ เป็นประธาน กมธ.

รวมไปถึงแนวร่วมในวุฒิสภาของ “กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่” ที่ใช้กลไก กมธ.เรียก กกต.และบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเช่นกัน เพื่อเสริมน้ำหนักในการตรวจสอบ

กมธ.เหล่านี้ล้วนเคยเรียก กกต. และบุคคลที่มีชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. มาชี้แจงหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะล้มเหลว หรือใช้วิธีส่งตัวแทนมาชี้แจงแทน

นอกจากนี้ ยังใช้กลไกภาคประชาชนและภาคประชาสังคมสร้างการรับรู้ ผ่านการจัดเสวนา เชิญพยาน อดีตผู้สมัคร สว. สว.สำรอง ผู้ที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบ รวมถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าร่วม โดยมีการเปิดข้อมูลและหลักฐานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องแทบทุกสัปดาห์

โดยว่ากันว่า “พรรคประชาชน-ไอลอว์” ยังมีแนวร่วมที่ไม่เปิดเผยตัว ซึ่งอยู่ทั้งในดีเอสไอและ กกต. คอยส่งข้อมูลและหลักฐานลับต่างๆ มาให้ เพื่อใช้เปิดเผยต่อสาธารณะ

ส่วนอีกฝ่ายอย่างบุคคลในพรรคภูมิใจไทยและ สว.ชุดปัจจุบัน ซีกนี้ค่อนข้างจะมีเครื่องไม้เครื่องมือมากกว่า และมีอำนาจทางกฎหมายอยู่ในมือ

ที่ผ่านมา ขั้วนี้นิยมรับมือด้วยการ “แจ้งความ” ในข้อหาหมิ่นประมาทกับบุคคลที่ออกมาเปิดเผยหรือนำข้อมูลมาเผยแพร่สู่สาธารณะ โดย “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ ถูกแกนนำพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะเหล่ารัฐมนตรี แจ้งความในหลายสถานีทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดภาระและความลำบากในการต่อสู้คดี

นอกจากการ “แจ้งความแบบดาวกระจาย” สไตล์พรรคสีน้ำเงินแล้ว ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีการใช้หน่วยงานตรวจสอบที่อยู่ในอำนาจรัฐตอบโต้กลับในรูปแบบอื่นๆ โดยเฉพาะ “ดีเอสไอ” ในยุคนี้ ที่นับตั้งแต่ “พรรคประชาชน-ไอลอว์” เล่นหนักขึ้นเรื่อยๆ ก็มีการเดินหน้าตรวจสอบคนในองคาพยพของพรรคสีส้มมากขึ้น

 ทั้งกรณีดีเอสไอตรวจสอบคดี Forex-3D ที่มีการกล่าวหา “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวมถึงคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ให้ชาวต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต ที่ “สมชาติ เตชถาวรเจริญ” สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ถูกหมายเรียก

กรณีเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการ “เอาคืน” คนในพรรคสีส้ม เพื่อเป็นการตอบโต้จากเรื่องคดีฮั้ว สว. และประเด็นอื่นๆ ที่เข้ามาตรวจสอบพรรคสีน้ำเงินอย่างเข้มข้น

และล่าสุด มีการใช้กลไก กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น กมธ.ในโควตาพรรคภูมิใจไทย ที่มี “เสี่ยเม้ง” วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน เรียก “ไอติม” พริษฐ์ มาชี้แจงเกี่ยวกับที่มาที่ไปของข้อมูลที่นำมาเสนอในคดีฮั้ว สว.ว่า ได้มาอย่างไร และได้มาโดยถูกต้องหรือไม่

เรียกว่า ต่างฝ่ายต่าง“สัประยุทธ์”กันอย่างดุเดือด ทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่า ขณะที่ทุกกลไกถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในเกมต่อรองและตอบโต้ ก่อนถึงวันที่ 14 กันยายน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งจุดชี้วัดสำคัญว่า คดีฮั้ว สว.จะเดินหน้าไปในทิศทางใด