“รัฐบาล” ขยับการพีอาร์ผลงานตัวเอง จากเตรียมเปลี่ยนตัว “โฆษกรัฐบาล” และผุดรายการใหม่ โดยเอา “รัฐมนตรี” มานั่งจ้อให้ปชช. ฟัง จนถูกมองว่า นี่คือการวัดKPI ที่อาจมีผลต่อการคัดสินใจ ปรับครม. ของนายกฯ
KEY POINTS
- รัฐบาลอนุทินปรับทัพการสื่อสารครั้งใหญ่เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติความเชื่อมั่น
- โดยเปิดตัวรายการใหม่ “คุยกับ ครม.อนุทิน” เพื่อประชาสัมพันธ์ผลงาน
- รายการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์
- แต่อาจถูกใช้เป็นเวทีวัดผลงาน (KPI) ของรัฐมนตรีแต่ละคนผ่านหน้าจอโทรทัศน์
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังปรับทัพการสื่อสารครั้งใหญ่ หลังเผชิญคำถามเรื่องผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางวิกฤติความเชื่อมั่นจากการบริหารหลายนโยบายที่เต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการถอนทุนทางการเมือง จนกระทบความเชื่อมั่นเต็มๆ และส่งผลให้คะแนนนิยมถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากการเตรียมเปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือโฆษกรัฐบาล จาก “รัชดา ธนาดิเรก” ไปเป็น “หมอเอก” เอกภพ เพียรพิเศษ ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน การประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า วันที่ 8 กันยายน น่าจะได้ฤกษ์แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
รัฐบาลยังผุดรายการใหม่ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ออกอากาศทุกเช้าวันเสาร์ โดยประเดิมเทปแรกในวันเสาร์ที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 09.05 น. ทางโทรทัศน์ NBT, MCOT HD และ ททบ.5 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของกรมประชาสัมพันธ์, NBT Connext และไทยคู่ฟ้า
จะว่าไปแล้ว รูปแบบรายการลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด หากย้อนกลับไปในยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็มีรายการ “นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน” ขณะที่ในยุครัฐบาล คสช. ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”
วัตถุประสงค์ ก็เพื่อใช้ช่องทางสื่อสารของรัฐ บอกเล่าความคืบหน้าการดำเนินนโยบายรัฐบาลไปถึงประชาชนโดยตรง
ในยุคทักษิณ รายการดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ด้วยหลายปัจจัย โดยเฉพาะบริบทของสื่อในเวลานั้นที่ยังมีช่องทางหลักไม่กี่ช่องทาง เช่น โทรทัศน์และวิทยุ ประชาชนแทบไม่มีทางเลือกในการรับข่าวสาร
แตกต่างจาก ในยุคหลายรัฐบาลให้หลัง ที่ช่องทางการรับสื่อของประชาชนเปิดกว้างและหลากหลาย ทั้งโทรทัศน์ เว็บไซต์ข่าว แพลตฟอร์มออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย จึงเป็นโจทย์ท้าทายของรัฐบาล เพราะไม่ใช่แค่การ “สื่อสาร” แต่ต้องทำให้เนื้อหาน่าสนใจ สดใหม่ และสามารถแข่งขันกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมหาศาลในแต่ละวันได้
ไม่เช่นนั้น หากเป็นแบบสมัยหลังช่วงรัฐประหาร ผู้นำที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ยึดหน้าจอโทรทัศน์ทุกเย็นวันศุกร์ พูดยาวเหยียดเป็นชั่วโมงๆ เป็นการรีวิวการดำเนินงานรูทีนปกติที่ผ่านมา ย่อมไม่น่าสนใจ
บทเรียนจากยุครัฐบาล คสช. จึงยังเป็นภาพจำที่สะท้อนให้เห็นว่า “พื้นที่สื่อ” ที่รัฐมีอยู่มาก ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเรียกความสนใจจากประชาชนได้เสมอไป ถึงขั้นในเวลานั้น ประชาชนมักมีคำแซวแสบๆ คันๆ ว่ารายการนั้นมาเมื่อไหร่ ก็ถึงเวลาปิดทีวี ประหยัดไฟกันถ้วนหน้า
มารอบนี้ “อนุทิน” ซึ่งพยายามเคี่ยวเข็ญและเค้นผลงานจากบรรดารัฐมนตรีมาโดยตลอด ดูเหมือนจะเพิ่มอีกหนึ่งกลไกในการกดดันรัฐมนตรีให้เร่งเครื่อง
หลายคนเริ่มกระฉับกระเฉงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่บางคนยังอยู่ในสภาพทรงๆ และบางคนอาจยังดูเหมือนงงๆ กับภารกิจและบทบาทหน้าที่ของตัวเองอยู่บ้าง
ดังนั้น รายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” จึงไม่ได้เป็นเพียงรายการประชาสัมพันธ์รัฐบาลเท่านั้น แต่ยังอาจมองได้ว่าเป็น “เวทีวัดผลงาน” ของรัฐมนตรีแต่ละคนไปพร้อมกัน
กัปตันรัฐนาวาสีน้ำเงิน ดูเหมือนกำลังใช้หน้าจอเป็นอีกเครื่องมือในการเค้นผลงาน ใครทำอะไร ใครมีผลงานอะไร และใครสามารถนำผลงานมาเล่าให้ประชาชนเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน มีโอกาสถูกนำมาเปรียบเทียบกันโดยปริยาย สุดท้ายแล้ว ประชาชนอาจกลายเป็นผู้ประเมินผลงานผ่านหน้าจอโดยไม่รู้ตัว
เพราะสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจากรัฐบาลว่า “ความเปลี่ยนแปลงพร้อมเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ” นั้น ไม่ได้มีแค่การกดดันรัฐมนตรีให้เร่งสร้างผลงาน แต่ยังเห็นได้จากการเตรียมเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาล ทั้งที่ “รัชดา” เพิ่งเข้ามาทำหน้าที่ได้ประมาณ 6 เดือน ถือว่าค่อนข้างเร็วไปหน่อย
เพียงแต่เงื่อนไขการปรับ ครม. ในสัดส่วนของภูมิใจไทย ยังมีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึงอีกมาก โดยเฉพาะบรรดาโควตา “บ้านใหญ่” หากได้รับผลกระทบ ถูกเขี่ยออก หรือเกลี่ยโควตาใหม่ ย่อมมีโอกาสเกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรค และอาจลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพการบริหารจัดการภายในพรรคได้
ยิ่งในจังหวะที่ภูมิใจไทยเองกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งวิบากคดีทุจริตการเลือก สว. คดีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น รวมถึงประเด็นบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงเสียดทานทางการเมืองให้กับพรรค
เมื่อเป็นเช่นนี้ การปรับทัพด้านการสื่อสารและการใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อการประชาสัมพันธ์ผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” จึงอาจไม่แตกต่างจากความพยายามของรัฐบาลในอดีตมากนัก
สิ่งที่แตกต่างอาจอยู่ตรงที่ ครั้งนี้นายกฯ “อนุทิน” ไม่ได้ฉายเดี่ยว ไม่ใช่ “วันแมนโชว์” แต่เลือกให้ ครม.เข้ามาแชร์ผลงานด้วยกัน
ก็อาจมีคำถามตามมาว่า สิ่งที่นำเสนอคือ “ผลงานจริง” หรือ “ผลงานประชาสัมพันธ์” เดิมพันสำคัญจึงอยู่ที่ว่า รายการนี้ไม่ “ปัง” ก็ “แป้ก” แต่ถ้าออกมากลางๆ ก็เสมอตัว ซึ่งอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ท้ายที่สุด รายการนี้จึงอาจเป็นทั้ง “เวทีประชาสัมพันธ์” และ “สนามสอบ” ของรัฐมนตรีไปพร้อมกัน
หากเกมตีปี๊บครั้งนี้ยังไม่สามารถเรียกเสียงตอบรับจากประชาชนได้ เสียงประชาสัมพันธ์ที่ดังขึ้น อาจไม่ช่วยกลบเสียงวิจารณ์รัฐบาล แต่จะยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “ผลงาน” ดังขึ้นกว่าเดิม เพราะสุดท้ายแล้ว KPI ของรัฐบาล ไม่ได้วัดกันที่หน้าจอ แต่อยู่ที่ว่า ประชาชนรู้สึกถึงผลงาน และความเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่
ดังนั้น รัฐมนตรีที่เคยถูกนายกฯ เฉ่งอยู่บ่อยๆ น่าจะถึงคราวต้องฮึด ในเฮือกสุดท้าย ก่อนจะถูกสังเวย เปลี่ยนตัว เพราะสลัดข้อครหา“เข็นไม่ขึ้น” ไม่พ้นตัว





