วันพฤหัสบดี ที่ 22 ตุลาคม 2569

Login
Login

โมดิฟาย ‘ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้’ จัด ‘เวิร์กช็อป’ นำร่อง 14 อำเภอ

จับตา "ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้" ของ “อนุทิน” ซึ่งเป็นทั้งนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ต้องบูรณาการให้สถานการณ์ดีขึ้น เสริมแกร่งฝ่ายปกครอง ผ่าน "เวิร์กช็อป" นำร่อง 14 อำเภอ พื้นที่ปลอดภัย

KEY POINTS

  • นายกฯ อนุทิน ตั้งเป้าหลังปรับยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ แม้สถานการณ์ไม่จบ แต่ต้องมีทิศทางที่ดีขึ้น
  • การพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ไม่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เน้นเปิดกว้างให้ประชาชนในพื้นที่ และคนไทยทุกภาคส่วน 
  • คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เตรียมจัด “เวิร์กช็อป” ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
  • ยกระดับบทบาท “ศปก.อำเภอ” ให้ “นายอำเภอ” กำกับและสั่งการกำลังพล ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในอำเภอของตนเอง นำร่อง 14 อำเภอ

การเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล พร้อมด้วย “ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 6 กันยายน 2569 นี้

เป็นการต่อยอดผลการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.2569 เพื่อกำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการป้องกัน-บริหารจัดการภัยพิบัติ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ภายหลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี รับฟังปัญหา ข้อเสนอจากประชาชน และทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการแก้ไขความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.) ต้องมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยการบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน

นายกฯ อนุทิน ระบุว่า จุดไหนที่ไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุม หรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกัน และกัน อีกเรื่องคือ การปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์ และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปแล้ว ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน

สมัยก่อนเมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนหนึ่ง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่ รมว.มหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คน ที่เป็นหัวเรือนี้ต้องทำงานร่วมกันให้ได้

“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขาสามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือ การเจรจาต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจา และต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย” นายกฯ อนุทิน กล่าวและว่า

หลังปรับยุทธศาสตร์ มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว จะเปลี่ยนแล้วมั่นใจได้เลย ไม่มีใครพูดได้ แต่มั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกฯ จะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือในฝ่ายบริหารที่ให้บริการพี่น้องประชาชนเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน

สำหรับหัวข้อสำคัญคือ ประเด็นพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยมี “มาเลเซีย” ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มผู้เห็นต่างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะเน้นกระบวนการพูดคุยที่ต้องเปิดกว้างให้ประชาชนในพื้นที่ และคนไทยทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ในทุกมิติ

ขณะเดียวกัน จะมีการหารือกลุ่มบีอาร์เอ็นในทางลับ เกี่ยวกับด้านเทคนิค เพื่อปูทางการเปิดโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการในอนาคตเรื่องหยุดยิง ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ปลอดภัย

ด้าน รองนายกฯ สีหศักดิ์ เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนมาเลเซีย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ และการสร้างขยายรั้วชายแดน รวมถึงบุคคล 2 สัญชาติ ที่มีหมายจับ หลังก่อเหตุความไม่สงบแล้วหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย

“สำหรับการเดินทางครั้งนี้ มีท่านฐนัตถ์ ร่วมคณะด้วยไปทำความรู้จักกับ รมว.ต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย เพื่อขอความร่วมมือสนับสนุนงานแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เพราะก่อนหน้านี้มาเลเซียแสดงเจตจำนงจะเห็นความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน และพัฒนาพื้นที่ชายแดนเพื่อประโยชน์ของประชาชน 2 ประเทศ” สีหศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าภายหลังกลับมาจากมาเลเซีย คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล นำโดย รองนายกฯ สีหศักดิ์ เตรียมจัด “เวิร์กช็อป” ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ภายหลังการประเมินสถานการณ์ ฝ่ายปกครอง กองอาสารักษาดินแดน หรือ อส.ยังไม่พร้อมรับมอบพื้นที่ จชต.มาอยู่ในความดูแลได้ทันตามกรอบเวลาเดิมปี 2570

ส่งผลให้ “รัฐบาล-กองทัพ” ต้องปรับโครงสร้างกำลังความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดน แม้กระบวนการทำงานจะเปลี่ยน แต่โครงสร้างกำลังพล ยังคงกำลังทหารไว้ที่ประมาณ 24,000 นาย ปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจ และ อส. โดยกองทัพภาคที่ 4 ในฐานะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการนำปฏิบัติการ

ไฮไลต์สำคัญจัด “เวิร์กช็อป” ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหา จชต. คือการตั้ง “กระทรวงมหาดไทย-ส่วนหน้า” ลงมากำกับดูแลการทำงานในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ หรือ “ศปก.อำเภอ” โดยกำหนดให้ “นายอำเภอ” ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า มีอำนาจกำกับ และสั่งการกำลังพล ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในอำเภอของตนเอง

พร้อมจัดให้มีผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรที่รับผิดชอบในอำเภอนั้น เข้ารับตำแหน่งรองผอ.ศปก. อำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเสนาธิการ ให้คำแนะนำทางยุทธการ และการข่าว ควบคู่ปรับโครงสร้างชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชรบ. ให้เป็นรูปแบบกองร้อยเพื่อเพิ่มสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน

หวังขับเคลื่อนใน 14 อำเภอนำร่อง ซึ่งครอบคลุมอำเภอที่ติดแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่มีปัญหาหลากหลายมิติ และมีความซับซ้อน เพื่อสร้างความพร้อมอย่างเป็นระบบ ก่อนนำไปสู่การส่งมอบพื้นที่ในอนาคต

ประกอบด้วย 3 อำเภอ จ.สงขลา คือ จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย 5 อำเภอ จ.ยะลา คือ กาบัง ยะหา บันนังสตา ธารโต เบตง และ 6 อำเภอ จ.นราธิวาส คือ จะแนะ แว้ง สุคีริน สุไหงโก-ลก สุไหงปาดี ตากใบ

นอกจากนี้ จะมีการตั้ง “สถานียุทธศาสตร์” ซึ่งเป็นโครงการเดิมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจาก “สถานีตำรวจภูธร” แต่ละพื้นที่รับผิดชอบ 4 อำเภอ ซึ่งดูแลไม่ทั่วถึง โดยทาง พล.ต.อ.สำราญ นาลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งจัดตั้งให้ครบ 14 อำเภอ เพราะปัจจุบันมีเพียงอำเภอเดียวคือ จะแนะ

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญการขับเคลื่อน 14 อำเภอ นำร่องให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย แม้จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน แต่ไม่ได้มุ่งหวังจะให้คุณ ให้โทษกับเจ้าหน้าที่ เพียงแต่หากอำเภอไหนผลงานรั้งท้าย มีการก่อเหตุ ก็ต้องปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรม

ดังนั้น คงต้องจับตายุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของ “อนุทิน” ซึ่งเป็นทั้งนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ที่พยายามบูรณาการ การทำงานให้สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ควบคู่กับเตรียมความพร้อม เสริมความแกร่ง ให้ฝ่ายปกครองเตรียมรับมอบพื้นที่ในอนาคตต่อไป

      

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์