วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

โมดิฟาย ‘ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้’ จัด‘เวิร์กช็อป’ นำร่อง 14 อำเภอ

จับตา "ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้"ของ “อนุทิน”ซึ่งเป็นทั้งนายกฯและ รมว.มหาดไทย ต้องบูรณาการให้สถานการณ์ดีขึ้น เสริมแกร่งฝ่ายปกครอง ผ่าน "เวิร์กช็อป"นำร่อง 14 อำเภอ พื้นที่ปลอดภัย

KEY POINTS

  • นายกฯอนุทิน ตั้งเป้าหลังปรับยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ แม้สถานการณ์ไม่จบ แต่ต้องมีทิศทางที่ดีขึ้น
  • การพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง ไม่มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เน้นเปิดกว้างให้ประชาชนในพื้นที่ และคนไทยทุกภาคส่วน 
  • คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เตรียมจัด“เวิร์กช็อป” ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
  • ยกระดับบทบาท “ศปก.อำเภอ” ให้ “นายอำเภอ” กำกับและสั่งการกำลังพล ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในอำเภอของตนเอง นำร่อง 14 อำเภอ

การเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ของ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล พร้อมด้วย“ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์” ผู้อำนวยสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และในฐานะหัวหน้าพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 6 กันยายน 2569 นี้

เป็นการต่อยอดผลการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย.2569 เพื่อกำหนดแนวทางเร่งด่วน หรือ Quick Win 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิต ความมั่นคง และการป้องกัน-บริหารจัดการภัยพิบัติ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ภายหลัง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ลงพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี รับฟังปัญหา ข้อเสนอจากประชาชนและทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการแก้ไขความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.) ต้องมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยการบูรณาการทำงานทุกภาคส่วนขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน

นายกฯ อนุทิน ระบุว่า จุดไหนที่ไม่มีความเสี่ยงมาก ก็ต้องให้เจ้าหน้าที่เข้าไปควบคุม หรือกำกับดูแล สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการสื่อสารซึ่งกันและกัน อีกเรื่องคือ การปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์และมาตรการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไปแล้ว ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน

สมัยก่อนเมื่อพูดถึงการบูรณาการ นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง รัฐมนตรีมหาดไทยก็คนหนึ่ง แต่วันนี้เป็นคนเดียวกันแล้ว การบูรณาการจะเห็นเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีก็กำกับดูแลตำรวจ กองทัพ ขณะที่ รมว.มหาดไทย ก็ดูแลฝ่ายปกครอง เพราะฉะนั้นจากนี้ไปก็จะเห็นว่า นายอำเภอ ตำรวจ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง พลเรือน จะร่วมกันทำงานร่วมกัน และก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง หรือบุคลากรให้เหมาะสม โดยทั้ง 4-5 คนที่เป็นหัวเรือนี้ต้องทำงานร่วมกันให้ได้

“เจตนาเพื่อทำให้พวกเขาสามารถสร้างสันติสุขในพื้นที่ของพวกเขาได้ ถ้าพวกเขาร่วมมือกันในการทำงาน แลกเปลี่ยนข่าวสารซึ่งกันและกัน และที่สำคัญคือ การเจรจาต้องไม่ปิดช่องเจรจา ซึ่งเราได้มีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์การบริหารเพื่อความมั่นคง โดยเน้นเรื่องการเจรจาและต้องเคารพกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไหนที่ต้องเข้าไปปราบปราม หรือหากเขามารังแกเรา ทำเรื่องความไม่สงบ เราก็ต้องดำเนินการ ตรงนี้ไม่มีใครห้ามเราอยู่ ไม่ใช่เราไม่พูดคุยกับเขาเลย” นายกฯ อนุทิน กล่าวและว่า

หลังปรับยุทธศาสตร์ มันต้องดีขึ้น จะมาบอกว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นมา 30-40 ปีแล้ว พอมาเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งเดียว จะเปลี่ยนแล้วมั่นใจได้เลย ไม่มีใครพูดได้ แต่มั่นใจว่า ฝ่ายรัฐบาลภายใต้การนำที่ตนเป็นนายกฯ จะได้เห็นการบูรณาการความร่วมมือในฝ่ายบริหารที่ให้บริการพี่น้องประชาชนเป็นหนึ่งเดียวแน่นอน

สำหรับหัวข้อสำคัญคือ ประเด็นพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่าง โดยมี “มาเลเซีย” ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็น หรือกลุ่มผู้เห็นต่างกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่จะเน้นกระบวนการพูดคุยที่ต้องเปิดกว้างให้ประชาชนในพื้นที่ และคนไทยทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ในทุกมิติ

ขณะเดียวกัน จะมีการหารือกลุ่มบีอาร์เอ็นในทางลับ เกี่ยวกับด้านเทคนิค เพื่อปูทางการเปิดโต๊ะเจรจาอย่างเป็นทางการในอนาคตเรื่องหยุดยิง ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบ ควบคู่กับการสร้างพื้นที่ปลอดภัย

ด้านรองนายกฯ สีหศักดิ์ เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนมาเลเซีย เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ และการสร้างขยายรั้วชายแดน รวมถึงบุคคล 2 สัญชาติ ที่มีหมายจับ หลังก่อเหตุความไม่สงบแล้วหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย

“สำหรับการเดินทางครั้งนี้ มีท่านฐนัตถ์ร่วมคณะด้วยไปทำความรู้จักกับรมว.ต่างประเทศ และสภาความมั่นคงแห่งชาติของประเทศมาเลเซีย เพื่อขอความร่วมมือสนับสนุนงานแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ เพราะก่อนหน้านี้มาเลเซียแสดงเจตจำนงจะเห็นความมั่นคงของพื้นที่ชายแดน และพัฒนาพื้นที่ชายแดนเพื่อประโยชน์ของประชาชน 2 ประเทศ” สีหศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าภายหลังกลับมาจากมาเลเซีย คณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล นำโดยรองนายกฯสีหศักดิ์ เตรียมจัด“เวิร์กช็อป” ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ภายหลังการประเมินสถานการณ์ ฝ่ายปกครอง กองอาสารักษาดินแดน หรือ อส.ยังไม่พร้อมรับมอบพื้นที่ จชต.มาอยู่ในความดูแลได้ทันตามกรอบเวลาเดิมปี 2570

ส่งผลให้ “รัฐบาล-กองทัพ”ต้องปรับโครงสร้างกำลังความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดน แม้กระบวนการทำงานจะเปลี่ยน แต่โครงสร้างกำลังพล ยังคงกำลังทหารไว้ที่ประมาณ 24,000 นาย ปฏิบัติงานร่วมกับตำรวจ และ อส. โดยกองทัพภาคที่ 4 ในฐานะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังคงเป็นหน่วยงานหลักในการนำปฏิบัติการ

ไฮไลต์สำคัญจัด“เวิร์กช็อป” ปรับยุทธศาสตร์แก้ปัญหา จชต. คือการตั้ง “กระทรวงมหาดไทย-ส่วนหน้า” ลงมากำกับดูแลการทำงานในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการยกระดับ ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ หรือ “ศปก.อำเภอ” โดยกำหนดให้ “นายอำเภอ” ทำหน้าที่เป็นหัวหน้า มีอำนาจกำกับ และสั่งการกำลังพล ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในอำเภอของตนเอง

พร้อมให้ จัดให้มีผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรที่รับผิดชอบในอำเภอนั้น เข้ารับตำแหน่งรองผอ.ศปก. อำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นฝ่ายเสนาธิการ ให้คำแนะนำทางยุทธการ และการข่าว ควบคู่ปรับโครงสร้างชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชรบ. ให้เป็นรูปแบบกองร้อยเพื่อเพิ่มสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจน

หวังขับเคลื่อนใน 14 อำเภอนำร่อง ซึ่งครอบคลุมอำเภอที่ติดแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่มีปัญหาหลากหลายมิติและมีความซับซ้อน เพื่อสร้างความพร้อมอย่างเป็นระบบ ก่อนนำไปสู่การส่งมอบพื้นที่ในอนาคต

ประกอบด้วย 3 อำเภอ จ.สงขลา คือ จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย 5 อำเภอ จ.ยะลา คือ กาบัง ยะหา บันนังสตา ธารโต เบตง และ 6 อำเภอ จ.นราธิวาส คือ จะแนะ แว้ง สุคีริน สุไหง-โกลก สุไหงปาดี ตากใบ

นอกจากนี้ จะมีการตั้ง “สถานียุทธศาสตร์” ซึ่งเป็นโครงการเดิมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจาก “สถานีตำรวจภูธร”แต่ละพื้นที่รับผิดชอบ 4 อำเภอ ซึ่งดูแลไม่ทั่วถึง โดยทาง พล.ต.อ.สำราญ นาลมา รองผู้บัญขาการตำรวจแห่งชาติ ให้เร่งจัดตั้งให้ครบ 14 อำเภอ เพราะปัจจุบันมีเพียงอำเภอเดียว คือ จะแนะ

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญการขับเคลื่อน 14 อำเภอนำร่องให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย แม้จะมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน แต่ไม่ได้มุ่งหวังจะให้คุณให้โทษกับเจ้าหน้าที่ เพียงแต่หากอำเภอไหนผลงานรั้งท้าย มีการก่อเหตุ ก็ต้องปรับปรุงแนวทางปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรม

ดังนั้น คงต้องจับตายุทธศาสตร์ดับไฟใต้ของ “อนุทิน” ซึ่งเป็นทั้งนายกฯและ รมว.มหาดไทย ที่พยายามบูรณาการ การทำงานให้สถานการณ์จังหวัดชายแดนใต้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ควบคู่กับเตรียมความพร้อม เสริมความแกร่ง ให้ฝ่ายปกครองเตรียมรับมอบพื้นที่ในอนาคตต่อไป